SuNNyD@y's profile...SMILE, even through y...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 13

    วุ่นวาย

    ก็ห่างหายจากสเปซไปนานพอสมควร ไปเล่น hi5 แทนซะงั้น เหอๆ
    ช่วงที่ผ่านมา นับจากที่เขียนครั้งล่าสุด ก็สามเดือนกว่าแล้ว
    เป็นสามเดือนที่วุ่นวายมากๆ ทำเอาเหนื่อยมากๆเหมือนกัน
    เหนื่อยกายก็ไม่เท่าไหร่ แต่เหนื่อยใจนี่ดิ หนักหนาสาหัส
    บางที...ถ้ารู้ว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ ยังคิดจะมาเป็นเด็กกิจกรรมอยู่รึเปล่า ก็ยังสงสัย
    แต่คิดดูดีๆ ไอ้เรามันก็อยู่นิ่งไม่ได้หรอก ทำไม่เป็น
    สุดท้ายก็เป็นงี้ เฮ่อ เวลาว่างชั้นหายไปไหนหมด
     
    วันก่อนเป็นวันรับปริญญาของพี่บัณฑิต พี่ๆก็สวยเด้งกันทั้งนั้นเลย
    แต่เนื่องจากความโหดร้ายของวิชาเรียน ทำให้ต้องเข้าเรียน
    สุดท้ายเลยได้ถ่ายรูปกะพี่รหัสของตัวเองแค่นั้น ไม่ได้ถ่ายกะพี่คนอื่นเลย
    รู้สึกแย่เหมือนกันว่ะ แต่จนป่านนี้ก็ไม่รู้จะคร่ำครวญอะไร เรามันไม่ดื้นรนเองด้วย
     
    พอได้เห็นพี่ๆเค้าใส่ชุดครุยกัน มันก็ทำให้คิดว่า "ปีหน้าก็ถึงตาเราแล้วนะ"
    เร็วจริงๆเลย สี่ปีเนี่ย
    ที่จริงก็แทบจะลืมความรู้สึกตอนอยู่ปีหนึ่งไปแล้วแหละ แต่มันก็คิดอ่ะ ว่าเราจะจบแล้วเหรอวะ
    ถึงจะใจหายนิดหน่อย แต่ก็ดีใจแหละ
    แต่ก็แอบกังวลกะอนาคตเหมือนกัน ประมาณว่าจะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร จะเอาตัวรอดมั้ย ฯลฯ
    อย่างงี้คงเรียกวิตกจริตมากกว่ามั้ง
     
    ยังไงก็ "สู้เว้ย"
    April 08

    อีกวัน

    อาทิตย์ก่อน ได้ไปช่วยงานของสมาคมเทคนิคการแพทย์
    งานก็สบายดี มีเบี้ยเลี้ยงให้ด้วย แต่หนักตรงแบกของไปส่งเนี่ยแหละ
    ของก็หนักจริงจัง วันแรกแบบหนังสือประชุม วันที่สองแบกเสื้อ เหอๆๆๆ
    ก็ไม่ได้มากมายอะไร แค่เอามาแจกผู้เข้าประชุมประมาณร้อยแปดสิบเอ๊ง
    แขนล่ำขึ้นอีกมหาศาล อิอิ
     
    พอวันเสาร์อาทิตย์จันทร์ ก็ไปสัมมนาสโมฯที่ประจวบ
    แบบว่าคิดว่าเดินทางก็น่าจะซักไม่เกินสี่ชั่วโมง ที่ไหนด้ายยยยย
    นั่งรถไปประมาณหกชั่วโมงได้มั้ง ไกลโคตรอ่ะ
    แบบว่าเนื่องจากกำหนดการเลทไปมากโข พอถึงก็เลยได้โดดลงทะเลเลย อิอิ
    ก็หนุกหนานเฮฮาดี เกมที่เอามาเล่นกัน (ไม่รู้ว่าชื่อเกมจริงๆชื่ออะไร แต่สรุปว่าเป็นการวิ่งไล่จับละกัน)
    ก็ทำเอาเหนื่อยกันมากมาย ส่วนไอ้เราไม่ค่อยได้วิ่ง แต่ก็เหนื่อย (ลุ้นเหนื่อย+หัวเราะเหนื่อย)
    เป็นเกมที่ไม่เกรงใจพวกป้าๆปีสี่เล้ย โหย วิ่งกันในทะเล ให้ตายเหอะ
    แต่เนื่องจากว่ากำหนดการสัมมนาช่วงกลางวันถูกยกมาอยู่กลางคืนเพราะไปถึงเลท
    กลางคืนก็เลทไปด้วยเพราะเรื่องที่จะต้องคุยกันมันเยอะ อืมมมม
    สี่ทุ่มยังไม่เลิกอ่ะ ให้ตายเหอะ คนอื่นๆก็หลับกลิ้งกันไปหมดแล้ว คนฟังมีอยู่กะต๊อยเดียว
    ไอ้เราก็ฟังๆด้วยความมึนๆเหมือนกัน
    พอเสร็จสิ้นการประชุม ก็เผ่นกลับห้อง ต่อเน็ต(ผ่านมือถือ)ครับพี่น้อง หุหุ
    แบบว่าถ้าไปใช้ความพยายามให้ได้อย่างงี้ในการเรียนบ้าง ชีวิตก็คงจะเจริญขึ้นเยอะแล้วน้า
    ก็เล่นได้มั่งไม่ได้มั่ง เน็ตหลุดมั่งช้ามั่ง เสียอารมณ์นิดหน่อย แต่ก็นะ...ใจมันเรียกร้อง อิอิ
    กว่าจะได้นอน ก็เกือบตีสาม เพราะนั่งทำ power point แนะนำคนในสโมฯ
    เฮ่อ ไอ้ท่านนายกตัวดี ดันมาใช้กันซะคืนนั้น ทำมายไม่สั่งให้ทำตั้งกะก่อนมาว้า
    เช้าเลยอดไปเดินเล่นเลย ตื่นไม่ไหว เหอๆ
    ประชุมก็ยาวนานมาก ยิ่งคุยยิ่งมีเรื่องให้คุยเยอะ แล้วก็เลทไปเรื่อยๆ คนฟังก็ไม่ฟังกันแล้ว หลับกันมั่ง ใจลอยไปที่ทะเลกันมั่ง
    สุดท้ายช่วงบ่ายแก่ๆ เลิกประชุม ก็ไปไหว้พระกัน
    (วัดชื่ออะไรไม่รู้อ่ะ รู้แต่ว่าอยู่บนยอดเขา มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากหันพระพักตร์ออกทะเล)
    แล้วคงเพราะก่อนไปวัดดันคิดไม่ดีแหละ (คิดว่าไม่ไปได้มั้ย อยากเล่นน้ำ เหอๆ)
    แบบว่าฝนก็ตกอ่ะ พื้นก็ลื่น รองเท้าก็เก่า บวกไม่ระวังตัว
    ก็เลยลื่นตกบันไดลงมาซะสามขั้น ลงไปนอนท่าสวยมาก เหอๆๆ
    ยังดีที่ไม่ได้เป็นไรมาก แค่ช้ำๆตรงจุดที่ต่ำกว่าสะโพกนิดหน่อย แต่ก็ทำให้นอนตะแคงขวาไม่ได้แค่นั้นเอง
    เฮ่อ ให้ตาย กรรมตามทันอย่างเร็วเลย
    ยังดีนะที่เป็นขั้นบันไดเตี้ยๆแค่สี่ขั้นตอนเดินออกจาก...(จากอะไรไม่รู้อ่ะ โบสถ์ก็ไม่ใช่)
    ถ้าเป็นขั้นบันไดยาวๆที่จะลงมาตรงทางเดินลงจากเขา ไอหมิวได้พิการแน่ๆเลย
    แล้วก็ได้ไปเห็นแผนที่จังหวัดประจวบ ก็อึ้งไปเลย เหอๆๆ จะไม่ให้นั่งรถนานได้ไง ถัดไปอีกอำเภอเดียวก็เป็นภาคใต้แล้ว
    หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นกัน อาหารเยอะมาก กินจนแอ๊บแขม่วพุงไม่อยู่เลย ต้องเอากระเป๋ามาบังไว้
    กลับมาก็ประชุมต่ออีก คราวนี้ยาวไปถึงเกือบห้าทุ่ม เฮ่อ เหนื่อยเลย
    กลับห้องได้ก็รีบเข้าเน็ตตามเคย แต่แย่ตรงที่ว่าจากการที่ฝนตก เมฆครึ้ม ก็บังคลื่นโทรศัพท์ไปหมดเลย
    ขนาดเป็นระบบวันทูคอลนะเนี่ย ฮือๆ
    เลยต่อเน็ตได้ แต่เล่นได้อย่างยากเย็นอ่ะ
    เฮ่อ สงสัยจะดันทุรังมากไปมั้ง
    แต่ก็ไม่เป็นไร ได้ทำในสิ่งที่อยากทำก็พอแล้ว
    พอวันกลับ ด้วยความตั้งใจอย่างจริงจัง(ของเพื่อน เข้ามาปลุก เหอๆ)
    ก็เลยได้ไปเล่นน้ำทะเลกันตั้งกะเช้าตรู่ ประมาณหกโมงกว่า เลิกเล่นซักเจ็ดโมงได้มั้ง
    หนาวได้ที่เลย ยังดีที่ฝนไม่ตกมาซ้ำเติมอ่ะ เหอๆ
    แล้วก็ด้วยความสบายๆ (ที่มากเกินไป..ในความคิดเรา)
    ทุกอย่างก็เลทไปหมดเลย ออกจากที่นั่นก็เที่ยงได้ เฮ่อ
    เฉลยบัดดี้กัน ปรากฏว่าเจ้แนนเป็นบัดดี้เราซะงั้น
    ถึงว่าดิ ซื้อขนมมาแล้วยกให้ บอกว่าไม่ชอบกินมั่ง
    ไปวัดเลือกของฝาก ก็ยืมมือเราไปทาบกำไลกะแหวนมั่ง เหอๆๆ
    ทีแรกนึกว่าบัดดี้ไม่เทคซะอีก เพราะไม่เคยส่งอะไรมาให้ ส่งมาแต่เซียงไฮ้อันเดียว
    ที่ไหนได้ มันเทคกันไม่ได้ต่างหาก ประมาณว่าตัวติดกันทั้งวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปเทค เหอๆๆ
    กลับมาถึงก็ทุ่มกว่า ขนของเก็บ กว่าจะกลับหอ เหนื๊อยเหนื่อย
    พอถึงห้อง ก็ต้องโต๊กกะใจ เจอปลากัดของพี่เมทลอยอืดอยู่ตัวนึง เหอๆๆ ตายซะแล้ว
    ส่วนปลาทองสี่ตัวกับปลาม้าลายอีกห้าตัวของพี่เมทอีกคนก็หงอยมาก ไอ้เราก็ใจไม่ดีเลย นึกว่ามันจะตายเอา
    ที่ไหนได้ พอลองให้อาหารปลาไป ซักพักนึงก็กลับมาระริกระรี้ได้อีก
    สรุปว่ามันหิวข้าวจนไม่มีแรงว่ายน้ำกันนี่เอง
     
    เฮ่อ ตอนนี้ยังไม่ได้วางแผนชีวิตตัวเองเลย ช่วงสงกรานต์จะเอาไงดี
    แบบว่าก็อยากอยู่เที่ยวสงกรานต์ที่กรุงเทพ แต่ก็ไม่มีเพื่อนเที่ยว แถมจะไม่มีข้าวกินซะอีกเพราะปิดกันหมด
    แต่ถ้าจะกลับบ้านก็ไม่มีอะไรทำ แล้วถ้าจะเล่นน้ำ กลับบ้านก็คงไม่ได้เล่น เพราะกาญจน์เล่นกันวันที่สิบเจ็ดวันเดียว
    แล้ววันที่สิบเจ็ดเราก็ต้องเริ่มทำวิจัย อืมมมม วางแผนยากจัง เอาไงดี
    ที่สำคัญ ปีนี้ต้องเปลี่ยนบัตรประชาชนแล้วด้วย เหอๆๆ จะไปวันไหนดีอ่า
     
     
     
    ศิลปิน : บิ๊กแอส (Big Ass)
    อัลบั้ม : เพลงประกอบภาพยนตร์ "ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น"
    เพลง : อย่างน้อย


    มีใครบางคนให้คำนิยาม ว่ารักคือความทุกข์
    แตกต่างกับฉันที่มองว่ารัก คือความสุข

    * อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยไป
    อาจจะต้องผิดหวัง ก็ไม่เป็นไร

    ** อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการไม่หวังอะไร
    ก็รู้ฉันเองมันยังไม่ใช่ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น
    อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ
    ว่ารักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายมากมายจริงๆ

    ความพยายามที่ทำเพื่อเธอ จะขอทำต่อไป
    แค่มีรอยยิ้มของเธอส่งมา ก็ชื่นใจ

    หากมีในวันพรุ่งนี้ เธอจะตอบตกลง คงจะคุ้มค่ามากมาย
    แต่ถ้าต้องผิดหวัง คงจะไม่เสียใจ
     
     
    อย่างน้อย...แค่ได้รัก...และทำเพื่อเค้า...ก็พอแล้ว

    March 23

    เข้าวัด

    จากการที่ปากดี ดันไปท้ากับพี่ที่หน่วยกิจการนิสิตเอาไว้ ว่าถ้าได้เป็นสโมฯ จะไปวัดอัมพวัน
    แล้วบังเอิ๊ญญญ ดันชนะการเลือกตั้งซะงั้น เหอๆๆๆๆ เลี่ยงม่ายด้ายเลยเรา
    ก็ไม่ได้ทุกข์ทนทรมานอะไรกับการเข้าวัดนะ ตอนเด็กๆนี่ชอบด้วยซ้ำ
    (เข้าไปทำบุญตักบาตรอย่างเดียวนะ ให้ไปปฏิบัติธรรมก็เซย์โนเหมือนกัน)
    แต่พอโตมามันก็ห่างเหินไป สาเหตุเพราะอะไรน้า...รู้อยู่แก่ใจละกัน
    แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ เพราะมันมีห่วงมีกังวลล่ะมั้ง
    อยากเล่นเน็ต อยากอยู่ช่วยงานอาจารย์ แต่ก็นะ...
    สุดท้าย วันที่ 19 ก็หิ้วกระเป๋ามาที่คณะ เตรียมจะออกเดินทาง
    เจอเพื่อนก็แซวกันไปว่า "เหล่าผู้แสวงบุญทั้งหลาย" เหอๆๆๆๆ
    ไปวัด ก็ต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปด ตื่นเช้าตรู่ ทำวัตรเช้าเย็น ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน ฯลฯ
    ทีแรกก็คิดน้า ตั้งห้าวัน จะทนได้เหรอเรา
    แต่อยู่ไปอยู่มา อืมมมมมม แป๊บเดียวเอง ได้กลับกรุงเทพแล้วแฮะ
    ไปวัดคราวนี้ก็รู้สึกว่าได้ประโยชน์มากๆ ฟังเทศน์จากพระอาจารย์แล้วก็สนุกดี
    สนุกตรงที่เวลาพระอาจารย์พูดถึงการกระทำที่ผิดๆของชาวพุทธปัจจุบันอ่ะ แบบว่าแทงใจดำเลย เพราะเราเองก็ไม่เคยรู้เหมือนกัน เหอๆๆๆ
    กลับมาคราวนี้ก็เลยรู้สึกฉลาดขึ้นเลย อิอิ
    แล้วก็ได้สำนึกถึงบางสิ่งบางอย่างด้วย จากนี้ไปก็คงจะตั้งใจทำให้ดีขึ้นแหละ
     
    อืมมมมมม อะไรอีกดีล่ะ
    จบดีกว่า คิดไม่ออกแล้ว มีภารกิจรออยู่ด้วย เหอๆๆๆ
    March 13

    ...

    ก็"ว่าจะ"อัพมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ทำได้แค่"ว่าจะ"อยู่นั่นแหละ เหอๆๆ
    ช่วงที่หายไป ก็ไปเต็มที่กะชีวิตมา ทั้งสอบเต็มที่ แล้วก็เถลไถลเต็มที่ด้วย
    สอบแมร่งเป็นเดือน ไม่รู้จะสอบอะไรกันนักกันหนา ชีทกะหนังสือจะหล่นลงมาทับหัวอยู่แล้ว
    แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นคนอย่างไอหมิวนี่แหละ ถึงเวลาจะไถลมันก็แหกคอกไปเลย เหอๆ
    ก็แบบว่าทั้งๆที่เป็นช่วงสอบ แต่ก็ยังไปแรดที่เวอร์จิ้นซอฟท์ได้ โฮะๆๆ
    แต่ก็เหมือนสวรรค์จะเป็นใจยังไงไม่รู้ แบบว่าวันที่ตั้งใจว่าจะไปคือวันพุธที่ 27 กุมภา
    แล้วอาจารย์ก็ดันเลื่อนวิชาที่จะสอบวันที่ 27-28 กุมภาไปอีกอาทิตย์นึง ทำให้ไอหมิวสามารถไปเริงร่าได้สมใจ เหอๆ
    ก็เลยใช้โอกาสในวันหยุดมาฆบูชา โทรไปขอเข้างาน เออเนอะ โทรติดซะด้วย
    ก็หนุกหนานเฮฮาไปตามระเบียบ หลังจากนั้นก็มุ่งมั่นกะการอ่านหนังสือ (หรือเปล่า???)
    เหอะๆๆ ยอมรับก็ได้ว่าไม่ได้มุ่งมั่นหรอก ทำแค่เท่าที่สมองมันจะรับไหวแค่นั้นแหละ
    สอบเสร็จ ก็เริงร่า แต่งวดนี้ไม่ได้มีการฉลองใดๆทั้งสิ้น
    แบบว่าอารมณ์สอบเสร็จงวดนี้มันรู้สึกเบื่อหน่ายมากกว่าจะดีใจอ่ะ คงเพราะมันเลยจุดที่เครียดไปแล้วด้วยมั้ง
    ประมาณว่าเครียดจนไม่รู้สึกว่าเครียดแล้ว (แหงสิ เพราะยังทำตัวชิวๆอยู่ได้ทุกวัน จนรูมเมทนึกว่าสอบเสร็จไปตั้งนานแล้ว เหอๆๆ)
    แต่สิ่งที่มันฟ้องว่าเราเครียดคือระบบย่อยอาหารว่ะ แบบว่ากินข้าวไม่ค่อยลง กินเข้าไปก็คลื่นไส้
    เซ็งเลย เพราะไปงานวันเกิดเปิดบ้านเวอร์จิ้นซอฟท์ มีเค้กช็อกโกแลตอยู่ตรงหน้า แต่มันกินไม่ลง ฮือๆๆ
    พี่ค้า ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยน้า แต่กระเพาะหนูมันรับไม่ได้จริงๆ เสียใจๆ
    แล้วก็ยังพะอืดพะอมอยู่อีกสองอาทิตย์ จนถึงตอนนี้ก็ค่อยยังชั่ว แต่ก็ยังไม่หายดี
    ซวยจังว้า
    เมื่อวาน เป็นวันส่งเกรด ก็ได้ยินมาล่ะว่าเกรดออกเกือบหมดแล้ว แปะไว้ที่คณะนั่นแหละ
    แต่ก็นะ...ขอทำใจก่อนไปดูวันนึง
    ไม่ได้คิดว่าจะติดเอฟหรอก คิดว่ายังไงก็รอด แต่ก็ยังไม่กล้าไปดูอยู่ดี
    ได้ข่าวว่าบางวิชา ติดเอฟกันมหาศาล อาจารย์ยังหมดปัญญาจะช่วย เหอๆๆ
    วันนี้ก็เลยโผล่หน้าเข้าไปดู โอ้โห ดีกว่าที่คิด แต่ก็เลวร้ายกว่าที่คิดด้วย (เอ๊ะ ยังไงหว่า)
    ก็ทำใจแหละ รู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ตั้งใจเรียนซักเท่าไหร่
    ตอนนี้ก็ต้องรอลุ้นอาทิตย์หน้า ว่าอีกสองวิชาที่ไม่ใช่วิชาของคณะจะเป็นยังไง
    แต่ก็นะ....ถึงได้เกรดอะไรก็คงไม่ช่วยซักเท่าไหร่ ดึงให้ถึงสามไม่ไหวแน่ๆ
    สงสัยจะเป็นอย่างที่คุยกับเพื่อนเอาไว้แน่ๆ ว่าตอนเรียนจบ...ขอให้ GPAX ถึงสามนะ เหอๆๆๆ
    อ๊ากส์ คิดไปก็ฟุ้งซ่าน เลิกๆๆๆเว้ย
     
    ถึงจะปิดเทอม ก็ไม่เคยได้ว่างเลยซักปี
    ปีหนึ่ง ทำบ้านรับน้อง
    ปีสอง ทำห้องเชียร์ กะฝึกงาน
    ปีสาม ต้องทำรีเสิร์ช แล้วยังมีออกวช.อีก แล้วยังงานสโมอีก
    เอ่อมมมม ชีวิตกุนี่มันวุ่นวายมากไปมั้ยน้อ
     
     
     
     
    ชอบประโยคนี้มากมายอ่ะ (เอามาจากเรื่องสั้นของญาณิน เรื่อง A Girl Next Door ในความรู้สึกดีฯเล่ม 18)
    เค้าบอกว่า "ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะไล่ตามคนที่ไม่คิดจะมองเรา"
    มันก็จริงนะ แต่ถ้าตัดใจได้ง่ายก็ดีสิ
     
     
    พูดถึงหนังสือ....สิ้นเดือนนี้ต้องเตรียมตังค์ไปถล่มงานสัปดาห์หนังสืออีกแล้วนี่หว่า
    คราวนี้จะมีบูทแจ่มใสเล่มละ 99 มั้ยน้า อิอิ
     
    January 23

    ดีและร้าย

    สองวันก่อนมีเรื่องดีๆและเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นอย่างละวันเลยอ่ะ
    เรื่องดีๆก็คือ ได้เจอคนๆนึงด้วยความบังเอิญสุดๆ
    แบบว่ามีเรียนที่คณะบัญชี จารย์ก็ปล่อยช้า ถ้าจะกินข้าวตึกมหิตก็คงชาติหน้าอ่ะถึงจะมีที่นั่ง
    เลยไปกินข้าวตึกจุลกัน เร็วดี
    (ใครบ่นว่าข้าวตึกจุลแย่ ขอคอนเฟิร์มว่าคณะเราแย่กว่า)
    ก็เดินสวนกะคนๆนึงอ่ะ ช็อกไปเลย
    เป็นคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอเลย ไม่คาดฝันจริงๆ
    (และแน่นอนว่าเค้าไม่รู้จักเราหรอก ถ้าหันมาเห็นเราจ้องหน้าเค้าอย่างนั้นอาจจะผวาไปเลยก็ได้)
    แทบจะกรี๊ดอ่ะ ดีใจสุดๆเลย
    แต่ก็เท่านั้นแหละ ท้ายที่สุดแล้วก็รู้แค่ว่าเรียนอยู่ที่ดีเดียวกัน (และจากการคาดเดาก็คิดว่าน่าจะเป็นรุ่นน้องซะด้วยซ้ำ)
    สรุปว่าความประทับใจครั้งนี้ก็ลงท้ายด้วยไร่แห้วไปตามระเบียบ เหอะๆ
     
    พอมาวันอังคาร มีสัมภาษณ์อยู่หอต่อ
    ไปรับบัตรคิว แล้วก็รอนานมากๆๆๆๆๆ กว่าจะได้สัมภาษณ์
    คำถามก็พิลึกๆยังไม่รู้ มาถึงก็ถามว่าเมทเป็นไง เมทขยันมั้ย
    ตอบไม่ค่อยจะถูกเลยเรา
    จนเค้าถามว่าวันหยุดทำอะไร ก็บอกเค้าไปว่ายอมรับว่าตื่นสาย
    แล้วเค้าก็เลยหันมาเล่นงานเราเรื่องตื่นสายใหญ่เลย
    เค้าถามว่าเข้าเรียนทันมั้ย เราก็บอกว่าทัน(บ้าง)
    แต่ไอคำว่าบ้างนี่ไม่น่าหลุดปากไปเลย ทั้งที่เป็นแค่คำพูดติดปากแท้ๆ
    เค้าเลยทำหน้าเหมือนเราอ่ะไม่เคยเข้าตรงเวลาเลย
    เลยโดนบ่นว่าทั้งที่อยู่หอ มีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆแท้ๆ คณะก็อยู่ใกล้ๆแค่นี้
    จนคำพูดสุดท้ายของเค้านี่ทำเราน้ำตาแทบร่วง
    เค้าบอกว่า "งั้นอย่างนี้ก็ไม่ต้องอยู่หอก็ได้สิ"
    โอ้โห เป็นคำพูดที่ใจร้ายที่สุดอ่ะ เดินลงมาจากห้องสัมภาษณ์นี่แทบตกบันได ไม่มีแรงก้าวขาเลย
    ถ้าปีหน้าไม่ได้อยู่หอจะทำไงดีวะเนี่ย
    แต่ก็นะ ถ้าทางหอจะไม่เคยเห็นความดีที่เราทำมาเลย ถ้าคิดจะไล่ออกเพราะตื่นสายนี่ก็เกินไปแล้ว
    คนตื่นสายไม่ได้มีแค่เราคนเดียวซะหน่อย
    โอ้ย คิดแล้วเครียดเว้ย
     
    อาทิตย์หน้าจะมีสอบอีกแล้วว่ะ เซ็งชีวิตจริงๆเลย ยิ่งไม่ค่อยจะมีสติอยู่ด้วยนะช่วงนี้
    ขออย่าให้ชีวิตมันเลวร้ายมากไปกว่านี้เลยเฮอะ
     
     
    คืนอันเป็นนิรันดร์ : August

    เหมือนว่าเราจะมอง ไม่เห็นหนทางใด
    ตกอยู่ในความมืดบอด ตกอยู่ในห้วงใจที่อ่อนไหว
    เหมือนจะเป็นวันคืนอันยาวนาน และฟ้าไม่มีแสงใด
    มองไปรอบกาย หัวใจก็พลันหวาดกลัว
     
    ว่าเหตุใดคืนที่ยาวนาน ไม่ผ่านไปเสียที
    จากนี้จะมีหนทางอื่นอีกไหม
    แต่อย่างไรก็ตามยังมีตะวันที่ฉายในวันต่อไป
    แต่ไม่รู้ต้องรอเมื่อไหร่ หรือใจเราคงจะอยู่กับคืนอันเป็นนิรันดร์
     
    ว่าเหตุใดคืนที่ยาวนาน ไม่ผ่านไปเสียที
    จากนี้จะมีหนทางอื่นอีกไหม
    แต่อย่างไรก็ตามยังมีตะวันที่ฉายในวันต่อไป
    เมื่อเรามีเช้าวันใหม่ หวังใจว่าจะมีหนทาง
     
    เมื่อทุกข์ในวันเมื่อวานคืนกลับมาหาใจอันอ่อนแอ
    เหตุที่ใจแพ้ เพราะเราต่างหากที่แพ้ใจ
    ความทุกข์จึงเป็นวันคืนอันยาวนาน แต่แล้วมันจะผ่านไป
    ตราบใดเวลายังหมุนผ่าน ความทุกข์จะผ่าน เพราะไม่มีคืนใดเป็นนิรันดร์
     
    วันคืนต้องผ่าน นั่นคือเวลาอันเป็นนิรันดร์
     
     
    January 18

    ท่าจะบ้า

    วันนี้มันฟุ้งซ่านยังไงชอบกลแฮะ (เปลี่ยวจิตมากกว่ามั้ง)
    ไม่น่าจะเรียกตัวเองได้ว่าว่างเลย สิ้นเดือนก็จะมีสอบ(อีก)แล้วนะ
    แต่ก็ยังจะทำตัวชิวอยู่อีก
    ว่าง(ฟุ้งซ่าน)ถึงขนาดเปิดเข้าไปส่องดู hi5 ชาวบ้าน
    ทั้งที่ปกติจะชอบบ่นว่า มีไรดี(วะ) ถึงนิยมเล่นกันจัง
    (ถึงจะพูดยังงั้นแต่ตัวเองก็ยังเข้าไปสมัคร - -" ถึงจะล้าหลังชาวบ้านเค้ามากๆๆก็เหอะ)
    แอบไปเห็นรูปตัวเองใน hi5 รุ่นน้องคนนึง(รูปตอนอยู่ค่ายกาญจน์)
    แบบว่าตอนอยู่ในค่ายนี่ไม่ได้ส่องกระจกเลยนะ แต่พอได้มารูป ก็คิดออกอยู่อย่างเดียว
    "ทุเรศ(ชิหาย)เลยกรู อย่างกะผีดิบ"
    อืม แต่ก็ยังไม่เท่ากะตอนไปค่ายอาสาของคณะแฮะ คราวนั้นไปเจ็ดวัน วันกลับก็ต้องกลับก่อนคนอื่นเค้า เพราะวันเกิดพ่อ
    กลับบ้านไป เห็นตัวเองในกระจกแล้วแทบช็อก นึกว่าผีหลอก
    ไม่รู้ว่าค่ายต่อๆไปที่จะได้ไปจะเป็นยังไงบ้าง
    แต่จะมีโอกาสได้ไปค่ายไหนอีกรึเปล่าก็ไม่รู้ น่ากลัวจะหาเวลาว่างไม่เจออ่ะ เศร้าจายจัง
    อืม แต่เราพูดถึงเรื่อง hi5 อยู่นี่หว่า
    แบบว่าเข้าไปดูรูปทรายตอนอยู่เมืองนอกมา เห็นแล้วคิดถึงทรายจัง (ทั้งที่ตอนนี้ทรายก็อยู่ไทย?)
    แบบว่า...เพื่อนเราสวยจังวะ (อิอิ) ไปอยู่ทางนั้นแล้วดูเป็นผู้ใหญ่มากเลย
    พอย้อนกลับมาดูตัวเอง ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นเด็กกะโปโลอยู่เลย แต่งหน้าแต่งตัวก็ไม่เป็น
    ความจริงก็ควรจะเริ่มได้แล้วนะ เรียนอีกปีเดียวก็จะจบ จบก็ทำงาน ถ้าจะทำงานก็ควรจะดูเป็นผู้เป็นคนหน่อยดิฟะ
    แต่ก็ยังพอมีเวลานี่นะ ค่อยๆปรับตัวไปละกัน
     
    เข้าไปดูดวงของปีนี้มาจากหลายๆเว็บ (ส่วนใหญ่ก็จะเป็นดูดวงตามราศีอ่ะ)
    เรื่องเงิน ส่วนใหญ่ก็จะตรงกันว่าจะมีเงินหมุนเวียน ประมาณงานการก้าวหน้าอ่ะ
    อืมมม ถ้าพูดถึงว่างานพิเศษเล็กๆน้อยๆที่ทำอยู่นี่มันจะมีให้ทำได้ตลอดปีนี่ อันนี้ก็น่าจะแม่น
    แต่อันที่ดูเรื่องความรักนี่ดิ ดูแล้วปวดหมอง ไม่รู้จะเชื่อเว็บไหนดี
    เว็บนึงบอกว่าจะได้เจอคนถูกใจ (ในเดือนกุมภาซะด้วย)
    แต่อีกเว็บบอกว่าไม่มีดวงเรื่องความรัก
    อีกเว็บนี่แล้วใหญ่ บอกว่าให้ระวังจะถูกเด็กหลอก เหอะๆๆ เอาเข้าไปเดะ
    (แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เว็บแรกแม่นสุดนะ อิอิ)
     
     
    December 11

    งานๆๆ

    เดี๋ยวนี้อากาศมันวิปริตสุดๆเลยแฮะ หนาวได้ไม่กี่วัน กลับมาโคตรร้อนอีกแล้ว เซ็งสุดๆอ่ะ ปรับตัวไม่ทันเลย
    ช่วงนี้เป็นช่วงที่กะลังไฟท์หาตังค์มากๆ แบบว่าใครมีงานไรให้ทำก็ทำหมด
    ก็มันจำเป็นนี่หว่า แบบว่าตังค์เก็บเกลี้ยงไม่เหลือหรอเลย
    แถมยังต้องส่งค่าโน้ตบุคให้พี่ชายอีก แพงชะมัด
    (เล่าให้เพื่อนหลายๆคนฟัง มันก็ยุให้เบี้ยวหนี้ซะเลย
    จริงๆก็อยากเบี้ยวแหละ แต่ก็นะ...คำไหนคำนั้นแหละ รักษาคำพูดของตัวเองให้ได้ดีกว่า
    เอาไว้ค่อยหาทางอ้อนวอนให้มันลดราคาให้ทีหลังละกัน)
    งานที่ทำก็เป็นแค่จ๊อบเล็กๆอ่ะ ทำแล้วได้ไม่กี่ตังค์เอง ไม่ค่อยคุ้มกะเวลาที่เสียไปเท่าไหร่
    ถ้าสอนพิเศษได้คงทำไปแล้วแหละ เงินดีชะมัดเลย น่าเสียดายที่ไม่มีความสามารถพอ
    ตอนนี้นอกจากงานที่คณะแล้ว ก็ได้งานของอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นงานพิมพ์ข้อมูล ประมาณนั้น
    แล้วก็งานที่เพิ่งจะผ่านมา แบบว่าไปช่วยรับออร์เดอร์สั่งอัดรูป ในงาน YAMAHA Music Festival รอบคัดเลือก ที่สยามกลการ
    ทำตั้งกะเช้ายันค่ำเลย พอกลับมาถึงหอก็เพลียชะมัด ก็ต้องนอน หนังสือไม่อ่าน
    แต่พูดถึงแล้วก็ชอบนะ ถึงจะเสียเวลาหน่อย แต่มันก็สนุกดีอ่ะ ได้รู้จักพี่ๆหลายๆคนที่ตอนแรกๆรู้สึกว่าหยิ่งชะมัด แต่หลังๆก็เริ่มชิน
    (แอบรู้สึกเหมือนส่องกระจกดูตัวเองด้วยแหละ คิดๆอยู่เหมือนกันว่าคนอื่นจะมองว่าเราหยิ่งรึเปล่า
    ไอ้เรายิ่งเป็นประเภทไม่ค่อยสุงสิงกะใครถ้าไม่จำเป็นอยู่ด้วย
    แต่ถ้าทำงานเกี่ยวกับการบริการที่ต้องง้อลูกค้าก็แหลได้อยู่ พอจะปั้นหน้ายิ้มแบบปัญญาอ่อนได้บ้างล่ะนะ)
    ที่สำคัญคือได้แอบเหล่คนเข้าประกวดทั้งหลาย เด็กๆหลายคนก็น่ารักดี
    บางคนก็เห็นแล้วทำให้คิดว่าถ้าโตกว่านี้อีกหน่อยนะ...ต้องหล่อสุดๆแน่เลย
    (แม้แต่เด็กก็ไม่เว้นเหรอวะกรู - -")
    หวังว่าเดือนพฤษภา มีรอบชิง คงได้ไปทำอีกนะ อิอิ
     
    ช่วงนี้เริ่มรู้สึกสับสนกะอะไรบางอย่างอีกแล้วอ่ะ
    อารมณ์ประมาณว่ามุมมองความคิดที่เปลี่ยนไปกะลังเล่นงาน(หรือเปล่าหว่า)
    อย่างเมื่อก่อน...เคยคิดว่าหัวเด็ดตีนขาดจะไม่คบผู้ชายที่อายุน้อยกว่าเด็ดขาด
    (อย่าเพิ่งคิดว่าตอนนี้ไอหมิวคบคนอายุน้อยกว่าอยู่นะ กุยังโสดเว้ย!!!)
    แค่คิดว่าเดี๋ยวนี้ทำไมรู้สึกว่าเด็กรุ่นน้องมันน่ารักจังวะ น่ารักกว่าพวกรุ่นเดียวกันหรือรุ่นโตกว่ามากมายอ่ะ
    ตอนนี้ก็เริ่มสับสนกับความคิดอีกอย่างนึง....อยากเขียนแต่ไม่กล้าเขียนอ่ะ
    (เพราะคราวก่อนถูกหลานรหัสแซวเรื่องที่เคยไปแอบชอบคนๆนึงเข้า อายสุดๆเลยอ่ะ)
    แต่จะเก็บไว้มันก็อึดอัดจังน้อ
    ก็เอาเป็นว่าบังเอิญได้พบคนๆนึงเข้า รู้สึกว่าเค้าเท่ดีอ่ะ แต่ไม่ใช่แบบที่เราควรจะชอบเลย
    จริงๆแล้วก็ไม่ได้ชอบเค้านะ แค่รู้สึกชื่นชมอ่ะ
    แบบว่ายังไงล่ะ....เค้าเป็นคนที่มีลักษณะเหมือนในอุดมคติของเราที่เราคิดว่าคนๆนึงควรจะเป็นได้แบบเนี้ย
    เป็นคนที่มีแนวทาง มีความฝันของตัวเอง มั่นใจในตัวเอง เข้มแข็ง แต่ก็มีมุมที่น่ารักๆอยู่
    ประมาณว่าถ้าจะหาแฟนก็อยากจะหาให้ได้อย่างเงี้ย
    เพียงแต่ติดปัญหาเรื่องเดียวแหละ ที่ทำให้รู้สึกชอบเค้าไม่ได้
    ถึงปกติเราจะเป็นพวกชอบแอบรักข้างเดียวก็เหอะ แต่สำหรับคนนี้...ยังไง๊ยังไงก็ชอบไม่ได้
    แต่ก็ชักจะกลัวใจตัวเองเหมือนกันอ่า
     
    ถึงยังไงก็คงไม่ได้เจอกันอีกนาน (หรืออาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลยก็ได้)
    ก็หวังว่าความรู้สึกมันจะเบาบางลง แล้วก็หายไปเลยทีเหอะ
     
    เฮ่อ เลิกฟุ้งซ่าน แล้วไปอ่านหนังสือสอบดีกว่า
    สู้เว้ย
     
     
     
    Scrubb : ทุกอย่าง

    จะทำทุกๆอย่าง จะทำทุกๆทาง มันทำให้ฉันนั้นรู้ดีว่า จะเป็นเช่นไร

    แม้เธอจะมีใครไม่สำคัญ แค่เพียงเธอมองมาที่ฉัน เท่านั้นก็พอใจอยู่ภายใน
    แม้เธอจะมีใครไม่สนใจ แม้ความเป็นจริงจะเป็นเช่นไร ไม่รู้แค่มีเธออยู่ในใจ 

    จะทำทุกๆอย่าง จะทำทุกๆทาง ให้เธอได้รู้สึกอบอุ่นหัวใจไปกับฉัน
    แต่เราเพึ่งรู้จัก แค่มองด้วยสายตา มันทำให้ฉันนั้นรู้ดีว่า จะเป็นเช่นไร

    .

    .

    .
     
    อาการท่าจะเริ่มหนักแล้วแฮะ

     

    November 16

    (เหมือนจะ)เซ็ง

    เปิดเทอมมาก็เกือบสามอาทิตย์แล้วว ฮือๆ ช่วงชีวิตที่แสนเลวร้าย
    ทามม้าย...ทามมาย...คนจัดหลักสูตรต้องมาจัดให้เราเรียนแปดโมงตั้งสี่วันด้วยน้า จะฆ่ากันเหรออออ
    จากการที่ตารางเรียนเป็นแบบนี้ บวกกับที่กะลังจะเข้าหน้าหนาว เลยทำให้ไอหมิวต้องเปลี่ยนวงจรชีวิตซะใหม่
    จากที่ไม่เคยอาบน้ำก่อนห้าทุ่มครึ่ง (บางทีตีสองก็เพิ่งจะอาบ...ออนเอ็มเจอรุ่นน้องทีไรโดนบ่นว่าเหม็นทุกที - -")
    เดี๋ยวนี้เลยกลายเป็นว่าห้ามอาบเกินสี่ทุ่ม...เพราะต้องสระผม เดี๋ยวผมไม่แห้ง
    ก็จากที่แต่ก่อนชอบสระผมตอนเช้า ไม่สระตอนกลางคืน ก็เพราะตื่นมาสระผมไม่ทันเนี่ยแหละ
    มีอย่างที่ไหน เปิดเทอมวันแรก เรียนแปดโมง ตื่นแปดโมงครึ่ง ความเลวร้ายของชีวิต T_T
    ไอหมิวไม่เคยเกเรอย่างงี้เลยน้า
    ดีนะที่คณะอยู่ใกล้ๆหอ (ใกล้ที่สุดเมื่อเทียบกับคณะอื่น) เลยใช้เวลาเดินไปไม่นานนัก
    ถ้าต้องไปเรียนที่วิดยาอย่างตอนปีหนึ่งปีสองนี่...มีหวัง...ไปถึงจารย์ก็ปล่อยพอดี
    เหอะๆๆ เดี๋ยวนี้เป็นไรไปแล้วฟะเรา
    เคยทดลองด้วยการนอนให้เร็วขึ้น กะว่าจะได้ตื่นเช้าขึ้น (เพราะจำนวนชั่วโมงที่นอนเท่าเดิม)
    ผลปรากฏว่า...การนอนเร็วขึ้นทำให้ตื่นได้ช้าลง (ไม่ได้โม้นา)
    ก็แปลกดีว่ะ เวลาเข้านอนตั้งกะห้าทุ่มเที่ยงคืน (คอนเฟิร์มว่าเร็วแล้ว) กลับล่อตื่นไปซะแปดโมงครึ่ง (ดีนะที่วันนั้นจารย์ให้เริ่มเรียนเก้าโมง)
    แต่พอนอนตีสอง เจ็ดโมงก็ตื่นได้ (อย่างพยายามฝืนเต็มที่ เหอะๆ)
    ที่แย่(อีกแล้ว) ก็คือ การตั้งนาฬิกาปลุกยิ่งทำให้ตื่นสายกว่าการเข้านอนเร็ว
    แบบว่าเคยตัวซะแล้วอ่ะ พอได้ยินเสียงนาฬิกาปุ๊บ ก็กดปิดแล้วนอนต่อปั๋บเลย เหอะๆ
    สุดท้ายเลยต้องตื่นตามมีตามเกิดซะแล้ว
    แล้วถ้าถึงช่วงสอบนะ...โอย ไม่อยากจะคิดเลยอ่า T_T
     
    พูดถึงชีวิตการเรียนแล้ว...มีวิชาที่เรียนจริงๆแล้วก็ไม่กี่ตัว (ถ้านับเลคเชอร์กับแล็บรวมเป็นวิชาเดียวกันนะ...ถึงจะตัดเกรดแยกก็เหอะ)
    แต่ตัวที่น่าสนใจก็คงไม่พ้นตัวที่บ่นไปเมื่อคราวที่แล้วแหละ
    แล็บแบคทีเรีย...ก็ยังคงความสนุกตื่นเต้นเอาไว้อยู่นั่นแหละ
    แต่ทว่า...เมื่อสัปดาห์ก่อน เรียนเรื่องการย้อมสีแบค
    แบบว่าต้องแยกแบคแกรมบวกกับลบออกจากกัน แกรมบวกต้องได้สีน้ำเงิน แกรมลบต้องได้สีแดง
    ไอหมิวก็เก่งจัดเลย แบคแกรมบวกที่ต้องติดสีน้ำเงิน ไอหมิวย้อมได้สีม่วงแดง (แบบองุ่นนอก)
    ส่วนแบคแกรมลบที่ต้องติดสีแดง ไอหมิวก็ย้อมได้สีออกน้ำเงิน
    แล้วแบบว่าแล็บนี้ต้องตัวใครตัวมัน ทุกคนต้องย้อมให้ผ่าน จารย์เดินมาตรวจรายคนเลย
    แบคที่ต้องย้อมก็มีสี่แบบอ่ะ รอบแรก จารย์ให้ผ่านตัวเดียว เศร้าจาย T_T เลยต้องไปย้อมใหม่
    พอย้อมรอบสอง เรียกจารย์มาดู จารย์ส่องกล้องอยู่พักนึงก็หันมาบอกว่า "อย่าเสียใจนะ ไม่ผ่านซักตัว"
    ช่ายค่ะ ไม่เสียใจหรอกจารย์ แต่เสียกำลังใจไปแล้ว T_T
    ฝีมือห่วยจริงจังอ่า ยอมรับๆ
     
    อยากบ่นถึงวิชาอื่นๆเหมือนกันนะ แต่ไม่รู้จะบ่นอะไรดี บ่นไปก็เท่านั้น เฮ่อ แย่จัง
     
    ตอนนี้ก็เพิ่งจะเริ่มเล่น hi5 ได้ไม่กี่วัน
    ไอ้ตอนตัดสินใจสมัครเข้าไปอ่ะ แบบว่าเป็นเพราะโดนเพื่อนบิลท์เต็มๆเลย ทั้งๆที่ทีแรกไม่เคยคิดจะสนใจเลยซักติ๊ด
    มันสนุกตรงไหนฟะ แค่เอารูปไปใส่ เปิดหา hi5 ชาวบ้าน แล้วแอดมาเป็นเพื่อนเนี่ย
    แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้ชื่นชอบอะไรมากมาย แค่เข้าไปเล่นเพราะกะลังเซ็งๆเท่านั้นเอง
    แต่ก็นะ พอแอบเข้าไปดู hi5 ชาวบ้านมา ทำให้ฉุกคิดอะไรได้อย่างนึง
    เราไม่มีรูปที่ถ่ายกับพ่อแม่หรือว่าพี่น้องเลยนี่หว่า...ตั้งแต่จำความได้เนี่ย
    จริงๆแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร เพราะบ้านเรามันก็ห่างเหินกันเป็นปกติอยู่แล้ว
    ยิ่งทุกวันนี้...ยิ่งแย่ใหญ่
    ไม่เอาดีกว่า เลิกคิดๆ ไม่งั้นก็ไม่หายเซ็งซะที
     
    ทำไมทำตัวหดหู่นักว้า ร่าเริงหน่อยเดะ
    สงสัยเพราะเครียด+นอนดึกแน่ๆ แถมชอบกินมาม่าตอนดึกๆอีก (ก็มันหิวอ่า) เลยทำให้สิวไม่หายซะที
    ก็แบบว่าปีที่แล้วไปหาหมอสิวเนี่ยแหละ รักษาได้แปดเดือนก็ดีขึ้นโคตรๆ แต่พอจะครบปีแมร่งก็ยังมีสิวขึ้นบึม
    เลยตัดสินใจเลิกหา เบื่อ ขี้เกียจเอาตังค์ไปถวายใส่พานให้หมอง่ายๆอย่างงี้
    แล้วช่วงนั้นมันก็ใกล้สอบไฟนอลด้วย แถมยังลองเปลี่ยนโฟมล้างหน้าด้วย
    โอ้โห หน้า(ที่ปกติก็หนาๆด้านๆนิดหน่อย)เกิดอยากจะบอบบางขึ้นมา
    คราวนี้สิวเห่อเต็มหน้าเลย แย่ยิ่งกว่าตอนก่อนจะเริ่มไปหาหมอซะอีก
    แต่คราวนี้ไม่อยากจะไปรักษาแล้ว ทั้งขี้เกียจ ทั้งไม่ว่าง ทั้งงบไม่พอ (เพราะเอาไปผลาญที่งานหนังสือนั่นแหละ)
    สุดท้ายตอนนี้เลยได้แต่หวังว่ามันจะหายก่อนงานแต๊งพี่...แต่ถ้าจะไม่ทันจริงๆก็ขอให้หายก่อนบายเนียร์เหอะ
    ยิ่งไม่ค่อยจะสวยอยู่ เป็นสิวอย่างงี้ยิ่งไปกันใหญ่เลย ฮือ เสียใจ T_T
     
    เฮ่อ จะคิดจะกลุ้มมากมายทำไม ตั้งใจเรียนดีกว่า
    ทนเรียนอีกปี ฝึกงานอีกเทอมก็หมดเวรหมดกรรมแล้ว (แล้วค่อยไปผจญเคราะห์กรรมอื่นๆทีหลัง)
    สู้เว้ย !!!!!
     
     
     
     
     
    November 03

    .....

    หลังจากผ่านพ้นช่วงถังแตกแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต (เงินเกลี้ยงบัญชีจนถึงขนาดต้องงัดเหรียญที่หยอดกระปุกมาใช้)
    พอพ่อโอนเงินมาให้ ก็เลยเข้าสู่ภาวะช็อปกระหน่ำแทน เหอะๆ
    วันนี้ด้วยความที่อารมณ์เปลี่ยว ก็เลยไปเดินเที่ยวงานคอมมาร์ท
    ก็เดินเวียนไปเวียนมา เปรียบเทียบราคาของ ประมาณว่าต้องซื้อของที่ถูกที่สุดในงาน เพราะถ้าไม่ถูกจริงก็ไม่เห็นต้องถ่อมาซื้อในงานนี้ เหอะๆ
    สุดท้ายก็ได้การ์ดรีดเดอร์มาอันนึง แล้วก็แฟลชไดรฟ์ของเพื่อน นอกจากนั้นก็ได้ป๊อปคอร์นฟรีกับไปกินน้ำผลไม้ฟรีอีกสามแก้ว เหอะๆ
    เห็นแล้วก็ขำดี ทำไมต้องเป็นป๊อปคอร์นด้วยฟะ แจกอย่างอื่นไม่ได้เหรอ
    พอเดินออกมา กำลังรอขึ้นรถ ก็เพิ่งจะสังเกตว่าตัวเองมีสติ๊กเกอร์เข้างานแปะอยู่ที่แขน
    เป็นงงเลยอ่ะ ได้ข่าวว่าตอนเข้างานนี่เราเข้าประตูถัดจากศูนย์อาหาร แล้วตอนนั้นมันก็ไม่มีคนแปะสติ๊กเกอร์นี่หว่า
    แล้วมันมาแปะอยู่ที่แขนเราตั้งแต่เมื่อไหร่ฟะ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย
    นี่ถ้าโดนป้ายยาก็คงโดนรูดทรัพย์ไปจนเกลี้ยงแล้วมั้ง
    พูดถึงงานนี้แล้วมีเรื่องเคืองๆอยู่อย่างนึง
    ก็แบบว่าเดินผ่านบูทของ ktc พนักงานก็เดินเข้ามาหาเราแล้วถามว่าเคยสมัครรึยัง ทำงานรึยัง
    หน้าเรามันแก่ขนาดนั้นเลยเหรอฟะ --"
    อันนี้ยังดีนะ คราวที่แล้วที่ไปงานหนังสือนี่แย่กว่านี้อีก
    แบบว่ามีคุณน้าคนนึง อายุประมาณสี่สิบได้แล้วมั้ง (เพราะแม่เราก็สี่สิบแล้วแต่ยังดูสาวกว่าเจ๊คนนี้อีก)
    ชีจูงเด็กมาคนนึง แล้วถามเราว่า "น้อง เอ้ย! พี่ๆ ซุ้มนานมีอยู่ตรงไหน"
    มันหมายความว่ายังง้ายยยยยยยยยย เรียกน้องก็พอรับได้ แต่ทำไมต้องเปลี่ยนคำพูดกระทันหันด้วย
    ช้านดูแก่กว่าแกนักเหรอยะ
    ฮือๆๆ เสียใจอ่า
    แต่เรื่องน่ารักๆก็มีเหมือนกันแหละ
    แบบว่าตอนที่กะลังจะกลับ ก็โดนเด็กน้อยคนนึงเรียก "พี่คะ"
    ไอ้เราก็หันไปมองไม่เจอ เลยก้มหน้ามอง ก็เห็นเด็กน้อยคนนึง อายุไม่น่าจะเกินสิบขวบ ยื่นใบปลิวให้
    ขำเลย ช่างเป็นเด็กน้อยที่ขยันทำงานจริงๆ ยอมแพ้เลย ก็เลยรับมา
    ผู้ใหญ่ที่ไหนรังแกเด็กว้า ตัวนิดเดียว แทบจะโดนเหยียบตายอยู่แล้ว
     
    เปิดเรียนมาอาทิตย์นึงแล้ว เทอมนี้นี่เจอแต่วิชาที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตทั้งนั้นเลย
    ทั้งรา ปรสิต แบคทีเรีย หลังมิดเทอมก็จะมีเรื่องไวรัสอีก
    และแน่นอนว่าต้องเป็นวิชาท่องจำทั้งนั้น
    และแน่นอนว่าไอหมิวเกลียดวิชาท่องจำที่สุด - -"
    ไม่อยากพูดถึงเลคเชอร์เท่าไหร่ มาดูความเลวร้ายของแล็บดีกว่า
    แล็บปรสิต ยังกะเรียนวิชาดรออิ้ง เพราะต้องวาดรูปลักษณะตัวพยาธิ ลักษณะไข่ เปรียบเทียบขนาด จำจุดเด่น เฮ้อออ
    และที่สำคัญ ต้องมีการตรวจสิ่งตัวอย่าง ซึ่งก็คือ feces หรืออึนั่นเอง
    ก็ยังดีที่อาจารย์มีสิ่งตัวอย่างมาให้ ไม่ได้มาสั่งให้เราไปเก็บมาเอง
    แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับวิชานี้ คือมันเรียนก่อนพักเที่ยง --" และเรียนอาทิตย์ละสองวัน - -""
    คงได้กินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยเลยทีเดียว
    วิชาต่อไป แล็บแบคทีเรีย อันนี้จากที่เรียนมาสองครั้งก็รู้สึกว่ามันสนุกสนานดี เพราะอาจารย์ก็เฮฮา เอาใจใส่นิสิตเป็นอย่างมาก
    เสียตรงที่ว่ามันต้องตามมาอ่านผลในวันต่อๆไป เพราะต้องรอให้เชื้อที่เลี้ยงมันเจริญซะก่อน เฮ่อ
    สุดท้าย แล็บที่เข้าไปทำแล้วรู้สึกเครียดมหาศาลก็คือแล็บรา
    แบบว่าวิชานี้ต้องไปเรียนคณะแพทย์ วันศุกร์บ่าย
    จากที่ไปเรียนมา อารมณ์นี่เหมือนทำแล็บฮีมาโตในคณะเลย ประมาณว่าจะให้ทำอะไรก็ไม่รู้ ทำยังไงก็ไม่รู้
    และทำเหมือนเราเข้าใจทุกอย่างมาแล้วทั้งที่จริงๆแล้วเราไม่รู้อะไรเลย แถมยังให้ทำอะไรนักหนาก็ไม่รู้
    ก็เลยทำให้เสียความรู้สึกมากๆ ของที่เค้าเตรียมให้ดูก็ไม่ได้ดูเพราะดูไม่ทัน มัวแต่ทำของตัวเองอยู่ (ซึ่งก็ไม่เสร็จ)
    เฮ่อ ทำใจไป คงเพราะเป็นชั่วโมงแรกด้วย อะไรๆก็เลยยังมึนๆงงๆสับสนอยู่
    หลังๆคงจะดีขึ้นเอง (ล่ะมั้ง)
     
     
    October 23

    ชิว(ได้อีก)

    หลังจากที่วันที่สิบแปดรีบกระหืดกระหอบกลับมาที่หอ ก็นัดกะไอกี้ว่าจะไปเดินงานมหกรรมหนังสือด้วยกัน
    นัดกันไว้สิบโมงครึ่ง ไอหมิวก็ตั้งใจว่าจะไปตรงเวลาเป๊ะๆ
    ปรากฏว่าดันตื่นเอาสิบโมงครึ่งพอดี เหอะๆๆ นอนเพลินไปหน่อย
    ไปถึงงาน ทีแรกก็เดินดูหนังสือด้วยกัน แต่ก็ได้แค่แป๊บเดียวแหละ เพราะสไตล์หนังสือที่สนใจนี่มันคนละแบบเลย
    ก็เลยตัดสินใจ ทางใครทางมันละกัน ใครซื้อเสร็จก่อนค่อยโทรหาอีกฝ่าย
    555+ พอแยกกันแล้ว คราวนี้ก็เดินอย่างสบายใจเลย เดินดุ่มๆหามุมนิยายเลยทีเดียว
    (จริงๆแล้วจะบอกว่าเดินหานิยายก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าเดินหานิยายถูกๆมากกว่า)
    เดินๆไปยังไม่ทันเหนื่อย ก็ได้ยินเสียงเรียกบอกว่านิยายแจ่มใสเก้าสิบเก้าบาท
    ตาโตเลยเรา มองดูชื่อซุ้มก็ได้รู้ว่าเป็นร้านบุคสไมล์ที่ขายอยู่ในเซเว่น เอาหนังสือเก่ามาโละ
    ไอหมิวเลยรีบเสนอหน้าเข้าไปดู เฮ้อ จะเป็นลม เลือกไม่ถูก
    สุดท้ายเลยได้มาหกเล่ม ทั้งที่เพิ่งไปถึงงานไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
    แล้วก็ต้องแบกมันด้วยความทรหด T_T นี่แหละผลเสียของความหน้ามืด(+งก)
    ก็เดินเข้าซุ้มนู้นออกซุ้มนี้ เดินมันจนจะทั่วงาน จนเจ็บมืออ่ะแหละ เลยเดินย้อนกลับมาที่ซุ้มหมึกจีน หาการ์ตูนอ่าน
    กลับถึงหอ อ่านการ์ตูนหมด ก็ตัดสินใจว่าอีกสองวันจะกลับบ้าน นัดเจอเพื่อนท่าจะดี
    ใจง่าย เอ้ย ตัดสินใจง่ายจังวะเรา
     
    วันที่ยี่สิบเอ็ด นัดเจอเพื่อน ไอหมิวก็ออกจากกรุงเทพวันนั้นแหละ
    ที่นัดกันก็มีสุดใจกับฝ้าย ส่วนทรายฟิตอ่านหนังสือ โบก็ไม่ว่างวันอาทิตย์
    ไปถึงก็เจอไอฝ้ายก่อนเพราะสุดใจมาช้า แบบว่าตกรถต่อหน้าต่อตา
    ก็ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจเป็นอันดับแรกก่อน ร้องเกะนั่นเอง อยากร้องสบายๆมานานแล้ว
    พอร้องเสร็จ สุดใจก็มาถึงพอดี โห แม่นซะ
    ก็ไปกินข้าวกัน ปรากฏว่าทีร้านมันคิดตังค์ผิด ไอ้เราก็นั่งเอ๋อไปพักนึง
    แบบว่าเมนูของเรานี่แน่ใจว่ามันสามสิบอ่ะ ของไอฝ้ายก็สามสิบ ของสุดใจไม่รู้เท่าไหร่ แต่มันคิดตังค์มาร้อยสิบบาท
    พอจะออกจากร้านเลยไปโวยนิดหน่อย พนักงานก็ทำหน้าเอ๋อๆ กดเครื่องคิดเลขรวมตังค์ใหม่ได้แปดสิบห้า
    แต่ดันทอนเรากลับมายี่สิบ (ทั้งที่ทีแรกเราจ่ายตอนยังงงอยู่ไปแล้วร้อยสิบ)
    เลยยืนจ้องมันอีกพัก แล้วบอกว่าต้องทอนยี่สิบห้า ขาดห้าบาท
    มันก็กดเครื่องคิดเลขกันใหม่อีก กว่าจะหยิบตังค์มาให้อีกห้าบาท
    เฮ่อ ที่จริงกุไม่ได้อยากมีเรื่องนะเว้ย แต่อย่ามาโกงกัน กุไม่ยอม
    ก็นะ จากการเรียกร้องสิทธิลูกค้า กุเลยการเป็นจอมวีนไปเลย (เสียใจจัง)
    ออกจากร้านข้าวก็ไปเดินช็อปปิ้งกันตามประสาสาวโฉด เอ้ย โสด
    ฤกษ์งามยามดีก็เกือบห้าโมง ได้เวลากลับบ้าน
    เจอกันคราวนี้ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะไม่ได้วางโปรแกรมว่าจะไปทำอะไรบ้าง เพราะแค่อยากเจอเฉยๆ
    เดี๋ยวเอาไว้คราวหน้าเจอกันครบทั้งกลุ่มคงจะสนุกกว่านี้ล่ะมั้ง
     
     
     
     
     
    October 19

    จบแล้ว

    ก่อนหน้านี้เพิ่งจะบ่นว่าสอบเสร็จและกะลังจะไปค่าย โผล่มาคราวนี้ก็คงมาบอกว่าเสร็จค่ายแล้วและกะลังนอนอืด
    ก็นะ ค่ายนี้ถือเป็นค่ายที่โคตรชิวเลย ต่างกับค่ายปีที่แล้วโดยสิ้นเชิง
    ค่ายที่แล้วแมร่งโคตรวุ่นวายเลย ต้องทำกับข้าว แถมยังหลอนว่ามีคนเข้ามาในโรงเรียน สารพัด
    ค่ายนี้กับข้าวก็ไม่ต้องทำ จานชามไม่ต้องล้าง วันๆมีเวลานอนมหาศาล
    ชิวจนไม่ค่อยรู้สึกว่าไปอยู่ค่ายเลย
    ทีแรกก็กลัวค่ายจะล้มเหลวมากๆเลย เพราะรู้สึกว่าไม่พร้อมในหลายๆอย่าง
    ได้ข่าวว่าเรารับเป็นฝ่ายกิจกรรม แต่พอถึงเวลาจริงไอแฟร์ก็เป็นคนนำทุกอย่างเลย เหอะๆ แต่ก็ดีแล้วแหละ ไอ้เราเองก็ไม่ถนัดด้านนี้ซะด้วย
    แรกๆน้องก็โคตรนิ่งเลย เหมือนจะดูเบื่อๆเซ็งๆตลอดเวลา แมร่ง โคตรเสียกำลังใจเลย
    แต่ก็ต้องเข้าใจแหละ มันพลาดมาตั้งแต่วันแรก ที่ไม่ได้สัน ไม่ได้ละลายพฤติกรรมน้องซักเท่าไหร่
    แล้วก็ยังมีอะไรเกิดขึ้นอีกมากมาย ที่เราเองก็เซ็ง จนไม่อยากจะยืนอยู่ที่ตรงนั้นแล้ว
    คิดอยู่แต่ว่าปีหน้าจะไม่มาทำแล้วด้วยซ้ำ มันเสียกำลังใจแล้วก็หดหู่อย่างแรงเลย
    แต่ก็ช่างมัน ไม่เป็นไร เพราะท้ายที่สุดผลตอบรับที่ได้จากน้องๆมันก็โอเคอ่ะ
    ให้น้องๆที่มาเข้าค่ายรู้สึกรักค่ายก็พอแล้ว
    น้องหลายคนก็มาถามว่าปีหน้าเราจะมามั้ย ก็ไม่กล้าพูดว่าจะไม่มาเพราะรู้ว่ายังไงเราก็ทิ้งค่ายนี้ไม่ได้ แต่จะให้รับปากก็ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าหนึ่งปีหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
    เผลอๆบางทีปีหน้าเราอาจจะไม่เข้ามาช่วยงานจังหวัดเลยก็ได้ ใครจะไปรู้
    ยิ่งเซ็งสุดก็ตอนที่พอจบค่ายปุ๊บก็มีคนเรียกร้องจะให้กลับกรุงเทพปั๊บเนี่ยแหละ เสียใจว่ะ
    เพราะค่ายที่แล้วนี่ยังอยู่ต่อ ไปหาที่นอน ไปกินข้าวกัน
    ปีนี้แมร่งเงียบเหงาสุดๆ
    ก็เข้าใจสองเหตุผลแหละ ทั้งเรื่องที่เค้าไล่ออกจากโรงเรียน ทั้งเรื่องงบไม่พอ
    แต่ก็นะ เสียใจจิงจังอ่ะ
    แถมสตาฟหลายๆคนก็คิดอย่างเราด้วย เพียงแต่ไม่มีใครพูดออกมาเท่านั้นเอง
    โชคดีจริงๆที่เจ้แนนไม่ตามไป ไม่งั้นชีคงผิดหวังสุดชีวิต เพราะอุตส่าห์อยากไปเที่ยวกาญจน์
    แต่ก็ช่างมันเหอะ จบแล้วก็จบไป
     
    ตอนนี้ก็ยังมีเรื่องกลุ้มๆอีกเรื่อง คือยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปค่ายชมรมดีมั้ย (ถึงจะบอกใครต่อใครไว้ว่าจะไปก็เหอะ)
    ที่จริงก็อยากจะพัก แต่ถ้าไม่ไปก็คงเบื่อๆเซ็งๆ ไม่มีไรทำ
    เฮ่อ จะเอายังไงกับชีวิตดีวะ
     
     
     
    October 05

    ยาวนานนนนนน

    ก็นะ...คนอื่นเค้าสอบเสร็จจนกลับบ้านกลับช่องกันไปเป็นชาติแล้ว ไอ้เรานี่เดะ
    เพิ่งจะมีโอกาสพูดได้เต็มปากเต็มคำนี่แหละว่าสอบเสร็จแล้ว(ซะที)
    มะแร่ง..สอบนานเป็นชาติเลย ตั้งกะต้นเดือนกันยา จนต้นเดือนตุลา
    อ่านหนังสือจนไม่มีอารมณ์จะอ่านแล้ว เบื่อสุดๆๆๆๆๆ
    เบื่อจนสอบเสร็จแล้วยังไม่ดีใจเลย ไม่มีอารมณ์
    แต่ก็นะ...เดี๋ยวอีกไม่นานวัฎจักรเดิมมันก็ต้องกลับมาอีกแหละ ได้ข่าวว่าเทอมหน้ายิ่งกว่านี้อีก
    เฮ่อ คณะอะไรเนี่ย ใจร้ายจริงๆ
     
    ก็คงเพราะการสอบที่ยาวนานนี่ล่ะมั้ง มันทำให้ประสิทธิภาพในการทำข้อสอบลดลงไปมหาศาล
    สอบแต่ละครั้ง...ตกม้าตายเพราะความงี่เง่าของตัวเอง
    ได้ข่าวว่าตอนสอบเลคเชอร์ ก็กาหลบข้อถูกไปมากมาย
    พอสอบแล็บ ก็ดันตื่นเต้นจนทำผิดทำถูกไปหมด
    ........
    (เซ็งจนแม้แต่อารมณ์จะเขียนเสปซยังไม่มีเลย)
    พอและๆ จนแล้วก็จบกันไปดีกว่า
     
    ชีวิตช่วงนี้น่าเบื่อสุดๆ ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นมั่งเลย
    พรุ่งนี้จะไปค่ายแล้ว ก็รู้สึกว่าเบื่อการทำค่ายเหลือเกิน
    ชักไม่อยากจะไปแล้วสิ
    แต่มันก็ทิ้งไม่ได้นี่หว่า เอาวะ สู้ไปก่อนละกัน
    ปีหน้าจะยัง(อยาก)ทำรึเปล่าก็ค่อยว่ากันใหม่ เอาปีนี้ให้รอดก่อน
     
     
    .......
    สาระอยู่ตรงไหนเนี่ย
    September 17

    ก็แปลกดี

    ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง...สำหรับเรา
    เรื่องแรก ก็เป็นเรื่องที่ไปตัดแว่นมา
    ประมาณไอ้เรามันเชื่อคนง่าย แค่ไปตรวจสายตาตอนที่มหาลัยมีตรวจสุขภาพ แล้วเค้าบอกว่าเราสายตาเอียง แล้วมันหายได้ ไอหมิวก็ตัดสินใจตัดแว่นทันที
    ทั้งที่ความจริง...น่าจะเรียกได้ว่าเสียค่าโง่นะ เพราะมันแพงกว่าที่อื่นเค้า
    แต่เอาเหอะ แว่นสวย ยอมได้
    พอเอามาใส่เรียน ทุกคนที่เห็นก็ทักว่า(แว่น)สวย อิอิ
    งานนี้ปลื้มมมมมมมมมม (สรุปว่าเสียค่าโง่มาแล้วคุ้ม)
    หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ เป็นวันที่มีสอบช่วงบ่าย ช่วงเช้ามีเรียนเสริม แล้วบังเอิญอาจารย์ไปประชุม เลยเลื่อนไปเรียนเย็น
    ทีนี้ไอช่วงเช้าเลยว่าง เลยไปตัดผม อารมณ์อยากตัดหน้าม้า
    ก็เลยไปตัด ช่างก็โคตรได้ใจ ยุให้เราดัดผม(ซึ่งเราก็ปฏิเสธ)
    ฟังๆชีโม้ ก็ให้คำแนะนำดีนะ แต่คำพูดมันตงิดๆชอบกล
    ชีบอกว่าหน้าเรามันแปลกๆ (ตงิดครั้งที่หนึ่ง) จะว่าสวยก็...ไม่ได้สวยเท่าไหร่ (ตงิดครั้งที่สอง) แต่จะว่าขี้เหร่ก็...ไม่ใช่ขนาดนั้น (แล้วมันขนาดไหนฟะ ตงิดครั้งที่สาม)
    แล้วชีก็บอกว่าหัวเรามันแหลม แสดงว่าฉลาดแน่เลย (ตบหัวลูบหลังเห็นๆ) แล้วก็บอกว่าหัวแหลมอย่างงี้ต้องทำหัวฟูๆ
    ว่าแล้วชีก็ขยี้หัวเราให้ฟูจริงๆ เหอะๆ แนวมากๆ
    ไอ้เราก็บอกว่าเอาลงก่อนก็ได้นะพี่ หนูมีเรียนต่อ
    พี่แกก็บอกไม่เป็นไร (- -" ไม่เป็นไรสิ ไม่ใช่หัวแกนี่)
    เพื่อนเห็นแล้วตกใจ ทักว่า "แกไปทำอะไรกะหัวมา" เหอะๆ
    พอออกจากร้าน เลยต้องลูบๆให้มันลงมาเรียบๆหน่อย เฮ่อ ค่อยเป็นผู้เป็นคนหน่อย
    กลับมาที่คณะ โอ้โห ด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดนคนทักมากมาย
    เหอะๆๆ แสดงถึงการเป็นคนของสังคมจริงๆ
    มีเพื่อนคนนึงถามว่าเราไปทำมาเมื่อไหร่ เราบอกเมื่อกี้ มันก็ทักว่าแกบ้าไปแล้วเหรอ (แบบว่าอีกสองชั่วโมงจะสอบดันไปทำผมซะงั้น แทนที่จะอ่านหนังสือ)
    โหย เพราะเครียดอ่ะเดะ ถึงได้ไปทำอ่ะ ผลตอบรับเหนือความคาดหมายซะด้วย
    วันเสาร์ ก็ดันมีเรียนเสริม แบบว่าจารย์ขาดสอนไปเยอะ (ความซวยเลยตกมาอยู่ที่ลูกศิษย์ ต้องลากสังขารไปเรียน)
    วันนี้เพื่อนๆนัดกันไปกินหมูกะทะด้วย(ตอนเย็น) กินเสร็จก็มาลงสยาม เดินเล่นอีกหน่อย
    ของขายเยอะดี แต่เงินในกระเป๋าไม่มี เลยดูได้อย่างเดียว
    เฮ่อ ก็แย่เนอะ
    กลับมาก็โคตรง่วงเลย แต่ก็ต้องฝืนสังขารนั่งคิดกิจกรรมค่ายจังหวัด แต่สุดท้ายก็ไม่เสร็จ แทบจะหลับคาเครื่องอยู่แล้ว
    ตอนนี้ก็วางแผนเสร็จไปแล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องกลุ้มๆอีกเยอะเลย แย่จัง
    ค่ายนี้จะเป็นยังไงมั่งว้า ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีเหอะ
     
    วันก่อนเข้าไปเล่นเกมที่ virginsoft มีตอบแบบสอบถาม ลุ้นบัตรดูหนังเรื่องเดอะกิ๊ก
    ไอ้เราก็เข้าไปทำเล่นๆ แบบว่ามันวันสุดท้ายพอดี
    แล้วปรากฏว่าวันนี้มีคนโทรมา จาก virginsoft บอกว่าเราเป็นผู้โชคดีได้บัตรดูหนังสองใบ
    กรี๊ดเลย โหย ไม่เคยโชคดีอย่างงี้เลยนะเนี่ย
    แต่โชคร้ายตรงที่ว่ามันต้องดูวันที่สิบเก้า ตอนสองทุ่ม แต่วันที่ยี่สิบเรามีสอบ - -"
    เอาเหอะ ดูหนังฟรี ยอมๆ เรื่องสอบเรื่องเล็ก เหอะๆๆ
     
    ชีวิตมันก็ไม่ได้มีแต่เรื่องดีๆนี่เนอะ มันต้องมีทั้งดีและร้ายสลับกันไป
    ตอนนี้หลายๆครั้งก็ยังอยู่ในโหมดเบื่อสังคมอยู่ เบื่อความเห็นแก่ตัว
    เบื่อเวลาเรียนมากที่สุด เพราะเพื่อนๆจะคุยกันเสียงดังแบบไม่เกรงใจหัวหงอกหัวดำในห้องเลย
    ไม่อยากเรียนก็ออกไปข้างนอกกันสิวะ รำคาญโคตร
    วันก่อนที่เรียนแล็บ มีอาจารย์จากข้างนอกมาสอน จารย์เค้าก็ดุตั้งสามรอบแล้วนะว่าให้ทำแล็บเงียบๆ ให้ตั้งใจทำ
    เงียบกันอยู่ได้ตั้งสองวิแน่ะ แล้วก็กลับมาแหกปากกันต่อ จนอาจารย์ผู้ประสานงานรายวิชาทนไม่ไหว
    ออกมาบอกว่า ถ้ายังไม่เงียบ วิชานี้จะไม่ให้เกรดเอใครเลยซักคน
    เท่านั้นแหละ ตลาดสดก็กลายเป็นตลาดวายไปในพริบตา
    เหอะๆๆๆ คนเรามันก็คิดกันได้แค่นี้แหละ คิดถึงแต่เรื่องของตัวเอง คนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง
     
    วันก่อนออนคุยกะลูกพี่ลูกน้อง เค้าถามว่าจบไปจะทำงานอะไร
    ไอ้เราก็บอกว่าจะทำงานในแล็บ แต่ยังไม่รู้จะอยู่กรุงเทพรึจะกลับเมืองกาญจน์
    พี่เค้าก็บอกว่าต้องดูว่าที่ไหนได้เงินเยอะกว่า
    อันนี้มันก็รู้ๆอยู่อ่ะ ทำกรุงเทพเงินมันต้องดีกว่าอยู่แล้ว แต่ความสบายใจในการดำรงชีวิตมันก็ต้องลดไปตามส่วน
    แล้วเราต้องคิดเรื่องเงินมาเป็นอันดับหนึ่งด้วยเหรอ
    แต่ก็นะ ถ้าใจเราไม่ได้สนเรื่องเงินตั้งแต่แรกก็คงไม่ลังเลหรอกว่าจะทำที่ไหน เหอะๆๆ
    ช่างเหอะ ยังมีเวลาคิดอีกตั้งปีครึ่ง (หรืออาจจะมากกว่านั้นถ้าไม่จบ - -")
    ถึงเวลาก็คงมีปัจจัยอื่นๆมาช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นเองแหละ
     
     
     
    September 09

    sometime.....

    ว่าจะอัพจะอัพมาหลายวันแล้ว แต่ขี้เกียจก่อนทุกที
    แบบว่าความตั้งใจที่จะอัพมันมีพอๆกะความตั้งใจที่จะอ่านหนังสือ....ล้มเหลวทั้งคู่ - -"
    แต่วันนี้อัพได้แล้ว แสดงว่าก็จะเริ่มอ่านหนังสือได้แล้วใช่มั้ยหว่า?
    อาทิตย์ที่แล้วไปงานกีฬาเก้ากล้องมา ปีนี้มหิดลเป็นเจ้าภาพ
    ก็ดีนะ ชอบบรรยากาศ ม.กว้างดี ร่มรื่นด้วย มีที่กว้างพอให้ขี่จักรยานเล่นด้วย อิอิ (แต่ต้องมีจักรยานนะ)
    ตึกเรียนเค้าตึกเดียวใหญ่กว่าคณะเราอีก (ไม่ได้ดูถูกคณะตัวเองนะ แต่มันเรื่องจริง ตึง!)
    ปกติจุฬาฯจะไปเหมือนให้รู้ว่าจุฬาฯมีคณะสหเวชอยู่ เพราะปกติกีฬาก็ตกรอบแรกทุกที
    แต่ปีนี้วอลเลย์หญิงกะฟุตบอลผ่านรอบแรกด้วย หุหุ แต่ตกรอบสองทั้งคู่เลย - -"
    พอวันที่สอง จุฬาฯก็เลยเข้างานสายๆ เพราะไม่มีอะไรให้เชียร์แล้ว
    ทีแรกเราก็ไปแบบชิวๆ ไม่มีหน้าที่อะไร แต่อยากไปเพราะตอนอยู่ปีหนึ่งปีสองเราก็เข้าร่วมงานนี้ตลอด
    แต่สุดท้ายก็หางานทำได้แหละ แบบว่าเพื่อนเราที่มันเป็นเฮดรถดันหนีกลับก่อน เราเลยช่วยเช็คชื่อน้องให้แทน
    ค่อยรู้สึกว่ามีชีวิตมีค่าขึ้นมาหน่อย
    กลับมาคืนวันอาทิตย์(ล่วงเข้าเช้าวันจันทร์) กว่าจะถึงคณะ กว่าจะไล่น้องกลับบ้านหมด กว่าจะได้ขึ้นหอก็เกือบตีสามแล้ว
    เช้าวันจันทร์ เพื่อนๆที่ไปงานนี้เหมือนกันเลยพร้อมใจกันโดดกระจาย (วิชาไรท์ติ้ง)
    โชคดีที่เรากระเสือกกระสนไป เพราะอาจารย์บังเอิญเช็กชื่อพอดี เหอะๆ รอดตัว
    พอกลับมาเรียนคณะช่วงบ่าย ก็หลับอย่างเอาเป็นเอาตาย หลับอย่างไม่เกรงใจอาจารย์เลย เหอะๆ
     
    นิสัยดินพอกหางหมูนี่มันแก้ไม่ไหวจริงๆ แถมยังชอบเป็นประเภทไฟลนก้นอีกต่างหาก
    อาทิตย์หน้าก็จะสอบแล้ว (แบบว่าสอบเร็วกว่าชาวบ้านเค้าอ่ะ) หนังสือก็ยังไม่ได้อ่าน งานกลุ่มก็ยังไม่ได้ทำ
    แถมงานค่ายจังหวัดก็ยังเตรียมไม่เสร็จอีกต่างหาก
    ครั้งนี้จะว่าไปก็เริ่มคุยกันเร็วนะ แต่ทำไมได้งานช้าจังวะ ช้ากว่าปีที่แล้วอีกอ่ะ
    สงสัยจะเฉื่อยกันมากเกินไปนะเนี่ย
    เฮ่อ แล้วจะไปรอดมั้ยวะเนี่ย มือกลองก็ไม่มี คนนำสันก็ไม่มี ถ้าเราจะนำเองก็กลัวไปไม่รอดอ่ะ
    แย่ว่ะ มรสุมรุมเร้า จะคิดเรื่องไหนก่อนดีอ่ะ
     
    วันก่อนคุยโทรศัพท์กะรุ่นน้องคนนึง มันก็เอาเรื่องปวดหัวมาให้ช่วยคิด ไอ้เราก็บ้าจี้ตามมันไปซะได้
    มันบอกว่ามีผู้หญิงคนนึงเป็นแฟนกับผู้ชายคนนึง แล้วก็เลิกกันเพราะผู้ชายนอกใจ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็มีคนมาจีบแล้วตกลงคบกัน
    ทีนี้พอผู้ชายคนแรกกลับมา ผู้หญิงก็เริ่มลังเล โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าผู้ชายคนแรกเค้าก็ไม่ได้จริงใจกับเธอแล้ว (ประมาณว่ารู้สึกเสียหน้าก็เลยกลับมา)
    แล้วคำถามของรุ่นน้องเราก็คือผู้หญิงคนนั้นเหมือนนางวันทองมั้ย ผู้หญิงคนนั้นโง่มั้ย แล้วผู้ชายคนที่สองล่ะโง่มั้ย แล้วผู้หญิงคนนั้นจะเลือกใคร ฯลฯ
    นั่งคิดหาคำตอบให้มันเป็นชั่วโมง แบบว่าต้องพยายามคิดให้ใกล้เคียงความจริง คิดแบบยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย อะไรทำนองนั้น
    ก็นะ พูดแล้วพูดอีกว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับคนในเหตุการณ์นั้นว่าเค้าจะทำยังไง
    คำถามที่ตอบยากที่สุดก็เป็นคำถามที่ถามว่า ถ้าเป็นเราจะรักผู้ชายคนที่สองมั้ย เพราะผู้ชายคนที่สองเป็นคนดีมาก แต่ก็ขี้หึงมาก
    อยากจะตอบมันว่าคงจะรักเหมือนกันแหละ แต่พูดถึงความเป็นจริงแล้วเรามันก็เป็นพวกขี้รำคาญอ่ะ ถ้าโดนเซ้าซี้มากๆคงอาละวาดจนโดนเกลียดไปเลยแหงมๆ
    เลยบอกมันไปว่าคนเราไม่ได้รักกันแค่ความดีอย่างเดียวซะหน่อย
    ไอน้องเรามันก็ดันเสริมกลับมาอีกว่าต้องรวยด้วยใช่มั้ย
    เออเนอะ ช่างคิดได้ เลยเออออกับมันไป มันจะได้เลิกตั้งคำถามใหม่อีก
    ก็นะ เป็นเรื่องที่ปวดหัวดี แต่ก็สนุกดีเหมือนกัน
    แต่ถ้าเป็นเราที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น จะเลือกคนที่หล่อกว่าว่ะ 5555+
    ที่ยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ คงเป็นเพราะสงสัยแหละว่ามันเป็นเรื่องของใครกัน
    อย่างน้อยก็ต้องเป็นเรื่องของคนรอบตัวมันแหงมๆเลย
    ถ้าเป็นเรื่องจริงนะ ก็อิจฉาผู้หญิงคนนั้นน่าดู มีทั้งคนที่ตัวเองรักและคนที่รักตัวเองเลย ไอ้เราไม่เห็นจะมีซักคน - -"
     
     
     
    เมื่อใดที่หัวใจนั้นอ่อนล้า คือเวลาที่เรานั้นอ่อนไหว
    กอดตัวเองไม่มีใคร ไม่เห็นเป็นไรแค่นี้
    ไม่ว่าเราจะพบอะไร จะเจอกับวันที่ร้ายหรือดี
    ใจก็ยังคงพร้อมจะมีความเหงาเป็นเพื่อน.....เคียงไป
    บนทางเดินที่เราเคยหกล้ม ทำให้ใครบางคนนั้นหล่นหาย
    ฝากรอยแผลไว้ข้างใจ ทิ้งให้เราจดจำ
    มีวันที่ลมหนาวพัดมา และก็มีวันที่ฝนพรำ
    วันเดือนปียังหมุนประจำ ฉันเหงาก็ยังต้องเดินต่อไป
    ไม่รู้...ไม่รู้ต้องเดินไปถึงเมื่อไหร่ เหงา...ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไม
    อาจเป็นเพราะโลกมันกว้างไป หัวใจก็เลยเหงา เหงา
    แต่ยังยิ้มและยังไม่เศร้า กอดความเหงาไว้กับใจ
     
    เมื่อไรที่หัวใจนั้นอ่อนล้า คือเวลาที่เรานั้นอ่อนไหว และคนเราจะทนเหงาไปได้สักเท่าไหร่....
     
     
    เวลาจะอ่านหนังสือ จะเคลียร์งานค่ายก็แทบจะไม่มีแล้ว ยังจะมีเวลามานั่งเหงาอยู่อีก
     
     
    August 28

    เรื่อยๆ

    ช่วงนี้ชีวิตก็ขึ้นๆลงๆ มีสุขบ้างทุกข์บ้างไปตามประสา เหอะๆ
    อาทิตย์ที่แล้วมีตรวจสุขภาพ แบบว่า...ก็ลงชื่อไว้สองที่อ่ะ คือที่คณะ กับที่หอ
    ด้วยความที่ไม่รู้ว่าคณะจะนัดตรวจเมื่อไหร่อ่ะ ก็เลยเลือกลงเวลากับหอไว้เป็นวันที่ 22 
    แต่แล้วก็มีประกาศจากหอว่าให้เราไปตรวจวันที่ 28 ซึ่งไม่ว่างอย่างแรง - -" เซ็งสาด
    เลยตั้งใจจะไม่ตรวจ
    แต่แล้วก็มีประกาศในคณะอีกว่าให้ปีสามตรวจสุขภาพในวันที่ 24 อานะ เลยไปตรวจเล่นๆซะหน่อย
    ปรากฏว่าพอไปถึง ชื่อเรามันดันเด้งกลับไปอยู่วันที่ 22 ซะงั้น - -"
    เซ็งระบบการทำงานจริงๆ ดีนะที่สุดท้ายก็ได้ตรวจ
    ก็ไม่ได้ตรวจอะไรมาก มีวัดน้ำหนักส่วนสูง วัดความดัน (ซึ่งเราต่ำนิดหน่อย)
    หมอฟังเสียงหัวใจ ปอด ก็ปกติดี
    ทีนี้พอไปตรวจสายตา เพิ่งได้รู้ว่าตัวเองสายตาเอียง
    ก็นะ...มั่นใจมาตลอดชีวิตนี่หว่าว่าสายตาปกติดี
    สุดท้าย ไปๆมาๆ ก็โดนคนขายยุให้ตัดแว่นจนได้ เหอะๆๆ
    ตรวจสุขภาพเสร็จ ก็จะไปรอเรียนที่คณะช่วงบ่าย ปรากฏว่าอาจารย์งดสอนซะงั้นอ่ะ
    เฮ่อ ไม่เห็นจะอยากหยุดเลย เรียนจะไม่ทันอยู่แล้ว ฮึ่ม ห้ามเลื่อนสอบนะอาจารย์
    บ่ายเลยกลับไปเก็บข้าวเก็บของ เตรียมไปค่ายของชมรม
    ซึ่งสถานที่จัดค่ายก็คือจังหวัดบ้านเกิดเราเอง หุหุ และนั่นเป็นเหตุผลอันดับต้นๆที่เราอยากไปค่ายนี้
    ออกรถประมาณสองทุ่มได้ ก็นั่งเล่นคิลเลอร์กับพวกน้องๆไปตลอดทาง มันส์ดีว่ะ
    แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองพูดมากชิบ - -"
    ไปถึงก็ประมาณเที่ยงคืนกว่าได้มั้ง แล้วกว่าจะได้อาบน้ำ กว่าจะนอน เฮ่อ
    ช่วงกิจกรรมก็เฉยๆชิวๆอ่ะ เป็นค่ายที่ไม่มีอะไรเลยจริงๆ
    สิ่งที่แย่ก็มีตรงที่ว่าเพิ่งซื้อรองเท้ามาใหม่ เป็นรองเท้าหูหนีบ แล้วมันก็กัดง่ามนิ้วเราซะแทบเดินไม่ได้
    แมร่ง โคตรทรมานอ่ะ คืนวันเสาร์หลังประชุมสตาฟเลยต้องรีบเผ่นไปนอนเลย ไม่ไหวอ่ะ ไม่มีแรงจะทำไรแล้ว T_T
    วันอาทิตย์ วันกลับ ก็ได้ไปดูสันเขื่อน ก่อนที่จะกลับ เหอะๆ
    กลับถึงกรุงเทพก็มาลากดักแด้ไปเป็นเพื่อน ไปกินข้าวสวนหลวง เพราะทนกินข้าวหอไม่ไหว
    ปรากฏว่าพอจะกลับ ฝนก็ตกซะงั้น เซ็งโคตรอ่ะ
     
    จากคราวก่อนที่พี่ชายมันให้ยืมโน้ตบุค ตอนนี้มันเปลี่ยนใจขายต่อแล้ว (ด้วยราคาสูงลิบเลย T_T)
    โหดร้ายอ่ะ แต่ก็เอา เพราะถ้าจะเก็บตังค์ซื้อเองนี่มีหวังเรียนจบทำงานไปแล้วห้าปีก็คงยังซื้อไม่ได้แหงม
    ซื้อต่อมันอ่ะดีแล้ว (เผื่ออีกหน่อยมันจะลืมว่าเราผ่อนไปแล้วเท่าไหร่ อิอิ)
     
     
     
    August 12

    วันแม่

    วันนี้วันแม่ แต่ตัวก็อยู่กรุงเทพ 555+
    ก็นะ ไม่รู้จะกลับบ้านไปทำไม ครอบครัวเรา วันไหนๆมันก็เหมือนกันอยู่แล้ว
     
    วันศุกร์ มีทำแลบ Immuno (ภูมิคุ้มกัน)
    ก็มีให้ตรวจ serum ของตัวเอง ดูว่ามี antibody ต่อเชื้อก่อโรคอยู่ในร่างกายรึเปล่า
    (คือถ้ามี antibody ต่อเชื้อตัวไหน ก็แสดงว่าน่าจะมีเชื้อตัวนั้นอยู่ในร่างกาย เพราะ antibody มันจะถูกร่างกายสร้างขึ้นมาต่อต้านเชื้อนั้น)
    แล้วปรากฏว่าไอหมิวตรวจ ขึ้น positive (ผลบวก) ตั้งสองการทดลอง ในขณะที่คนอื่น negative (ผลลบ)
    มันชักจะยังไงๆแล้วนะเรา กุเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเหรอฟะ
    รู้แต่ว่าพออาจารย์ได้ยินว่ามีคนได้ผล positive ก็หัวเราะสะใจกันใหญ่เลย (ดีใจที่จะมี subject ไว้ทำวิจัยมั้ง)
    ส่วนคนไหนที่ได้ผล negative อาจารย์กลับบ่นว่าเสียดายจัง - -"
    เหอะๆๆ อาจารย์คณะเรา เปรี้ยวจริงๆเลย
     
    วันเสาร์ มีงานบายเนียร์ชมรม ไอกิ๊กส่งเมสเซ็จมาบอกว่าให้เจอกันบ่ายสามที่ห้องชมรม
    เราไปถึงบ่ายสามกว่า เจอน้องปีสองนั่งอยู่สี่คน แบบว่าไอ้เราก็รู้จักแค่สองคน คือน้องนิวกะน้องจ๊อบ
    อีกคนได้ยินว่าชื่อน้องทอย แต่ก็ไม่เคยคุยกันเลย ส่วนอีกคนใครวะ หัวไม่คุ้น
    จนเริ่มมีผู้คนมากมายมา ถึงจะเริ่มสังเกตว่าไอคนที่ไม่คุ้นคนนั้นคือน้องเป็ด
    ก็จำได้ว่าครั้งที่เจอกันล่าสุด ผมยังยาวสลวยสวยเก๋อยู่เลย แต่ ณ บัดนาวเปลี่ยนทรงผมไปแล้ว ทำเอาจำไม่ได้
    (แหงล่ะซิ กุโผล่หน้าไปฝั่งจุฬาฯใหญ่บ่อยนักนี่ วันๆได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันกะเขาที่ไหน)
    นั่งชิวๆ ไม่มีไรทำอยู่ตั้งนาน จนพวกน้องๆ หยิบเกมทอยลูกเต๋าขึ้นมา เลยเข้าไปแจม
    รู้สึกว่าไอ้เรานี่มันไม่มีดวงกะลูกเต๋าจริงๆว่ะ (ถึงกะโดนพวกน้องๆแซวว่าแต้มที่ทอยได้สูงสุดคือสี่ - -")
    โหย เสียหาย (ถึงจะจริงก็เหอะ)
    แล้วก็ซ้อมการแสดงปีสาม เต้นเพลง "อย่าเล่นตัว" โดยที่นักแสดงมีกันอยู่ตั้งสามคน คือเรา กิ๊ก สน เปรี้ยวจริงๆ
    กว่าจะไปถึง "บ้านสวนอโศก" ก็หกโมงกว่า ชักหิว เพราะทั้งวันกินไปแค่ซาลาเปาลูกเดียวกะน้ำอีกไม่เกิน 400 ml
    แบบว่าไม่รู้เป็นไง ช่วงนี้มันไม่ค่อยเจริญอาหารเอาซะเลย
    ก็นะ ได้เจอรุ่นพี่มากมาย ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก (แต่ส่วนใหญ่จะไม่รู้จัก?)
    อาหารก็อร่อยดีนะ แต่ไม่ค่อยชอบบรรยากาศเท่าไหร่ แสงไฟแวบๆเวียนหัว
    คิดถูกแล้วที่ไม่คิดจะเที่ยวกลางคืนเลยชีวิตนี้
    ทีแรกตั้งใจจะกลับไม่เกินสามทุ่ม เพราะมันกลับดึกไม่ได้ เดี๋ยวโดนเช็กชื่อ แล้วจะถูกตัดคะแนนความประพฤติ
    แต่ก็ต้องอยู่ต่อจนได้ทำการแสดงของปีสามก่อน
    ก็นะ เต้นเพลง "อย่าเล่นตัว" ก็ได้ยินเสียงพี่คนหนึ่งแซวมาว่า "เล่นตัวมั่งก็ได้"
    เหอะๆๆ แต่ไม่รู้ว่ะ ว่าแซวใคร
    นั่งแท็กซี่กลับมากะโย ไอโยลงสยาม (เพราะจะรีบนั่งรถตู้กลับไปดู AF)
    ก็เลยลงสยามกะมัน เพราะไม่อยากนั่งแท็กซี่ไปคนเดียว เดินกลับสบายใจกว่า สยามก็ใกล้นิดเดียวเอง
    กลับมาถึงหอก็โคตรเพลีย รู้สึกว่าตัวรุมๆ เหมือนจะเป็นไข้
    รู้ตัวนะว่าจะรีบนอน แต่ก็ยังนั่งเอ้อระเหยลอยชายไปเรื่อย เข้านอนก็เที่ยงคืนกว่าจนได้
    ทีนี้แน่ใจแล้วล่ะว่าไข้ขึ้น เฮ่อ เพิ่งจะโม้กะพวกนุ้ย สน โย ไปเมื่อเย็นว่าฝนทำอะไรเราไม่ได้
    (พอดีบ่นให้พวกนั้นฟังตอนนั่งแท็กซี่ไปบ้านสวนอโศกกันว่าปวดหัว)
    เหอะๆๆ ฝนทำอะไรเราไม่ได้ แต่ไข้ขึ้นเลย - -" น่าจะรู้ตัวตั้งแต่เริ่มปวดหัวแล้วนะว่าไม่สบาย
    พอเข้านอน ก็นอนไม่หลับซะงั้น ทรมานจริงจัง
     
    เช้าวันอาทิตย์ รู้สึกตัวตอนมีคนเดินเข้ามาในห้อง ก็ไม่ได้สงสัยอะไร นึกว่าเมทกลับมา (แบบว่าเมื่อคืนเมทไม่อยู่ทั้งสองคนเลย)
    เลยคว้าผ้าห่มที่ดีดทิ้งไปตอนไหนไม่รู้กลับมาห่ม แล้วหลับต่อ สบายใจ
    (อาการไข้มันคงหายตั้งกะเราดีดผ้าห่มทิ้งแล้วแหละ - -")
    ปรากฏว่าตอนสาย(สิบโมงครึ่ง) พอโงหัวขึ้นมา ก็เจอผู้หญิงหน้าตาไม่คุ้นคนนึง เค้าพูดอะไรไม่รู้
    ไอ้เราก็ลุกพรึบ (แบบเอ๋อๆ มึนๆ) จนฟังออกว่าเค้าคือแม่ของรูมเมทคนนึง
    เหอะๆๆ อายตัวเองจังวะ เอ๋อแบบไม่มีลิมิตเลย
    แม่เค้าก็ใจดี๊ใจดี หอบผลไม้มา(แจก)กองใหญ่ แล้วก็แบ่งใส่จานมาให้เรา
    แถมยังจะชวนเราไปกินข้าวด้วย แต่พอดีพี่ชายเราโทรมา เราเลยบอกว่าจะออกไปแล้ว เค้าเลยไปคนเดียว
    แล้วภารกิจของเราคือ ไปตามหาซิมโทรศัพท์เบอร์ที่มันต้องการ กับไปหาว่าที่ไหนมี wifi ของ true อยู่บ้าง
    โอ้โห ไอหมิวเดินขาลากเลย ดูเบอร์โทรศัพท์จนตาแฉะ แทบจะเป็นลม
    ขึ้นชั้นสี่ โผล่ชั้นเจ็ด ลงชั้นล่าง กลับไปพักที่ร้านหนังสือชั้นเจ็ดอีกที
    (แบบว่าขี้เกียจกลับหอแล้วเดินออกมาใหม่)
    จนเกือบบ่ายสอง พี่ชายถึงโผล่มา แล้วมันก็ยัดโน้ตบุคใส่มือให้เราแบกเอง
    แล้วเราก็ติดตามมันอย่างกะคนรับใช้ เพื่อที่จะรู้ว่าเบอร์ที่เราดูให้มันไม่ถูกใจมัน เลยต้องติดตามมันไปจนมันเจอเบอร์ที่ถูกใจ
    โหย โน้ตบุคก็แมร่งโคตรหนักอ่ะ แบกจนหลังแอ่น
    ยังดีที่มันยังหันมาเอากระเป๋ามันมาให้เราถือ แล้วมันแบกโน้ตบุคให้ แต่ก็นะ หลังกุหักไปแล้วรอบนึงเฟ้ย
    เหนื่อยโคตรๆเลยวันนี้ แต่ก็เอาวะ เสียแรงงาน แล้วได้โน้ตบุคมาใช้เดือนสองเดือน คุ้มว่ะ เหอะๆ
    หลังจากนี้ชีวิตคงเริงร่า เพราะไม่ต้องเข้าห้องคอม (ไปซักระยะหนึ่ง)แล้ว
    อิอิ มีความสุข
     
     
     
    August 08

    จบไปหนึ่งเรื่อง

    เฮ้ออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ
    อยากจะถอนหายใจดังๆออกมาซักเฮือก (ที่จริงอยากกรี๊ดมากกว่า)
    ก็กว่าจะสอบเสร็จซะที เฮ่อ ทรมานทรกรรมชะมัด
    คณะไรวะ โคตรโหดเลย
    สอบ(มิดเทอม)ตัวสุดท้าย วิชา Clinical Hematology II (โลหิตวิทยาคลินิก 2) 
    จำได้ว่าไอตัวนี้ที่ทำเกือบบ้าทั้งตอนก่อนและหลังออกจากห้องสอบตอนปีสอง เหอะๆ (อันนั้นเป็นโลหิต 1)
    แมร่ง ข้อสอบออกโคตรละเอียด ประมาณว่าต้องจำทุกบรรทัดอ่ะ
    แต่ของปีนี้(เหมือนจะ)ง่ายกว่า คือตัวข้อสอบมันง่ายกว่านะ
    แต่ไอการอ่านให้จบอ่ะ ไม่ง่ายเลย
    ปริมาณชีทที่มีก็หนาเท่ากระดาษรีมนึงได้ เหอะๆๆ
    ไอหมิวอ่านจบเช้าวันนี้แหละ (จริงๆก็ไม่จบหรอก นั่งอ่านแบบเบลอๆมึนๆตาลอยๆมาตลอด)
    ก็น่าเสียดายว่ะ ข้อสอบไม่ได้ยากมากด้วย ถ้าอ่าน(+จำ)มาดีๆก็ทำได้
    ที่พูดมานี่หมายถึงแค่เลคเชอร์นะ บังเอิญว่าวิชานี้มันมีแล็บด้วย
    ก็สอบเลคเชอร์ตอนเช้า สิบโมงถึงเที่ยง ไอหมิวออกมาตอนสิบเอ็ดโมงห้านาที (ข้อสอบ 95 ข้อ เป็น choice 85 ข้อ จับคู่ 10 ข้อ)
    พี่ช่วยงานแล็บคนนึงก็ถามว่าทำไมออกเร็วจัง (แต่ที่จริงมีออกเร็วกว่าเราอีกสองสามคน)
    เหอะๆ อยู่แล้วทำไม่ได้จะอยู่ทำไมล่ะพี่ ออกมาตั้งสมาธิกะ spot test (แล็บกริ๊ง) ตอนบ่ายดีกว่า
    ช่วงบ่าย กว่าจะได้เข้าสอบแล็บก็ประสาทเสียไปตั้งหลายตลบ ลุ้นโคตรๆอ่ะ
    ข้อสอบก็แมร่ง โคตรยากอ่ะ ชอบเอาสไลด์เม็ดเลือดมาตั้งให้ดู แล้วถามว่ามีลักษณะอะไร เป็นโรคอะไร
    ถามแบบนี้มาเป็นสิบข้อ ไอ้เราก็คิดอะไรไม่ออก จำอะไรไม่ได้
    เลยตอบไปแค่สองโรค คือ iron def (ขาดธาตุเหล็ก) กับ thalassemia สลับกัน
    ซึ่งบรรดาเพื่อนๆทั้งหลายก็ไม่ต่างกัน 555+
    หลับแล็บกริ๊ง ก็มีทำ CBC (complete blood count) ต่อ
    เหอะๆๆ สอบตอนปีสองก็ต้องทำ ปีสามก็ต้องทำ แต่ไม่รู้ฝีมือดีขึ้นบ้างรึเปล่า (อาจจะแย่ลง?)
    แต่ครั้งนี้ค่อนข้างควบคุมสติได้ดี อย่างน้อยก็ไม่ลนลาน (เหมือนตอนสอบหาหมู่เลือด - -")
    แต่ก็แอบมีมือไม้สั่นเล็กน้อย เหอะๆ
    สอบเสร็จออกมา อยากกรี๊ดโคตรๆ เหอะๆ หมดสิ้นเวรกรรมซะที (รึเปล่า?)
    ได้รับโชคดีสองอย่างด้วย คือ วิชานึงที่จะควิซพรุ่งนี้ ปรากฏว่าไม่ควิซแล้ว
    กับอีกวิชา ไม่ต้องเรียน สุดยอด!!
    แต่ก็นะ ไม่เรียน ไม่ควิซพรุ่งนี้ ก็แสดงว่าต้องหาเวลาไปชดเชยทีหลังอีกสิฟะ - -"
     
    ไปกินข้าว เดินห้างกับเพื่อนๆ เดินกลับมาเจอรุ่นพี่คนนึง พี่แกถามว่าทำไมดูอารมณ์ดีจัง
    เหอะๆ ดีใจเพราะสอบเสร็จดิพี่ แน่จริงมาดูหน้าไอหมิวเมื่อสองวันก่อนดูดิ ยังกะระเบิดจะลงหอใน
    เครียดเรื่องสอบไม่พอ เรื่องรอบตัวก็พาให้น้อยใจมันไปหมดทุกอย่างเลย
    โชคดีที่มีกิจกรรมอย่างหนึ่งเข้ามาช่วยพอดี คือการว่ายน้ำ เหอะๆ
    แบบว่ามีเพื่อนคนนึง ไฟท์จะหัดว่ายน้ำให้ได้ เลยชวนคนรอบตัวไปว่ายด้วยเต็มไปหมด
    ไอ้เราก็โดนบิ้วไปกะเค้าด้วย เหอะๆ
    สุดท้ายก็เลยติดใจ อยากจะไปว่ายทุกวันเลย
    เพราะไอทักษะที่มีอยู่ตอนนี้....ไม่ไหวว่ะ ถ้าจมน้ำนี่ไม่รอดแน่ๆ
    ได้ออกกำลัง(แบบไม่ฝืนใจ) แล้วก็รู้สึกดีขึ้นอ่ะ
    เหมือนได้หลบออกจากโลกบูดๆเบี้ยวๆใบนี้ ไปอยู่ในโลกส่วนตัว(หรือเปล่า)
    แม้จะแค่ซักพักก็ยังดี
     
     
    August 05

    เบื่อ

    ทั้งๆที่คิดว่าช่วงนี้ก็อยู่ดีมีความสุขอยู่แล้วนะ แต่ก็มีปัญหาขึ้นมาอีกจนได้
    เรื่องแรก เรื่องครอบครัวที่ไม่จบไม่สิ้นซะที
    ถ้าจะให้พูดกันตามตรง อันที่จริงเรามันก็เด็กมีปัญหานะ มีครอบครัวที่ไม่ปกติสุขเหมือนชาวบ้านเค้า
    แต่เราก็ไม่เคยแคร์อยู่แล้ว ปัญหาของผู้ใหญ่มันก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่
    เรามันก็แค่เด็กที่เกิดมาทีหลัง ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แต่ก็ต้องมาทนรับรู้
    ฝ่ายหนึ่งเค้าก็ไปดีมีความสุขแล้วนี่ (ทั้งที่จริงๆแล้วก็ไปไม่ดีเท่าไหร่หรอก แต่มันก็เป็นทางที่เค้าเลือกเองนี่)
    แล้วอีกฝ่ายที่บอกไม่คิด บอกว่าไม่สนใจ บอกเราว่าไม่ให้เราเอามาคิดล่ะ ปากตรงกับใจรึเปล่า
    ทำไมคำพูดกับการกระทำมันไม่ไปด้วยกันล่ะ
    จะพูดทำไม เรื่องซ้ำๆเดิมๆน่ะ เบื่อจะฟังแล้ว
    ถ้าต่างคนต่างไป ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน มันก็จบแล้ว
    ที่บอกว่าเป็นเรื่องน่าอายอ่ะ ใครกันแน่ที่หน้าไม่อาย
    เลิกทำเหมือนหวงก้างซะทีได้มั้ย
    พอทีเหอะ คนกลางมันทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
    ที่ยังทนอยู่มันเพราะอะไรล่ะ ก็เพราะโตเกินกว่าจะตีโพยตีพายแล้วอ่ะดิ
    ไหนๆฝ่ายหนึ่งเค้าก็ทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตนอยู่แล้ว แล้วทำไมอีกฝ่ายจะทำไม่ได้ล่ะ 
     
    ชีวิตประจำวันก็น่าเบื่อพอกัน เบื่อความวุ่นวายของกรุงเทพเต็มทีแล้ว
    สังคมที่มีแต่คนที่นึกถึงแต่ตัวเองอ่ะ ทนไม่ไหวแล้วว่ะ
    ทั้งที่รอบตัวก็มีเพื่อนมากมาย มีคนมากมาย แต่เหมือนไม่มีใครอย่างงี้ รู้สึกไม่ดีเลยจริงๆ
    คิดถึงช่วงมัธยมมากๆ ถึงจะมีขัดใจกับเพื่อนบ้าง แต่ก็ไม่ต้องมาอึดอัดแบบนี้
    อย่างน้อยก็แคร์ความรู้สึกกันมากกว่านี้ล่ะ
     
    คนรอบตัวเรา คนที่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เราก็เห็นว่าเป็นคนที่สำคัญกับเราทั้งนั้นนะ
    แต่ทำไมไม่เห็นมีใครมองว่าเราสำคัญมั่งวะ
    เรื่องบางเรื่อง ทั้งที่เราควรจะรู้ แต่ก็กลับไม่ได้รู้ ไม่รู้อะไรซักอย่าง
    ไอ้สิ่งที่ทุ่มเททำ ที่ทุ่มเทช่วยเต็มที่ มันไม่มีความหมายแม้แต่จะให้เห็นว่าเราเป็นเพื่อน เป็นพี่เลยเหรอวะ
    ถ้าไม่บอก ไม่ชวน ก็ไม่ขอเสนอหน้าล่ะวะ
    ถึงหน้าจะหนามากกว่าแต่ก่อนมากแค่ไหน แต่ก็ยังไม่ด้านพอว่ะ
     
    คิดไปก็เท่านั้น เสียใจไปก็เท่านั้นแหละ
    ถ้าใครไม่เห็นว่าเรามีค่า เราก็ไม่ต้องไปสนใจซะก็สิ้นเรื่อง
    ไปอยู่ในที่ๆเค้าต้องการเราดีกว่า
    เพราะงั้นก็เตรียมตัวเริ่มงานค่ายกาญจน์ครั้งที่สามได้แล้ว
    เรื่องน่าปวดหัวหลักๆก็มีอยู่แค่สองเรื่อง คือเรื่องมีกลอง กับแขกไม่ได้รับเชิญ
    เฮ่อ ค่ายนี้เราเป็นเฮดกิจกรรมซะด้วยสิ จะไหวมั้ยวะ
    เป็นแกนสันตอนทำบ้าน ทำงานวันจริงแค่สองวัน ยังเกือบทำบ้านล่มเลย
    แล้วนี่ตั้งสิบเอ็ดวัน เฮ้อ ไม่อยากจะคิด
    แต่ยังไงก็ต้องสู้เว้ยต่อไปละวะ ไม่มีใครแล้วนี่
     
    ขอบอกเพื่อนๆไว้ก่อนเลยนะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เราสบายดี
    ถึงจะน้อยใจใคร น้อยใจชีวิตมากแค่ไหน ก็ไม่ตายหรอก แค่นี้จิ๊บๆ
    แต่ก่อนเจ็บกับเรื่องบางเรื่องเจียนตายเรายังผ่านมาได้เลย
    แต่อยากกลับมาเข้มแข็งให้ได้เท่าเดิมจัง
     
     
     
     
     
    พื้นที่เล็กเล็ก
    จะต้องถอนใจ อีกซักเท่าไหร่ โลกแห่งความเป็นจริง ไม่เคยเป็นอย่างใจ
    วันและคืนเปลี่ยนหมุน ให้เราวิ่งตามเรื่อยไป โตแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไป
    การเป็นผู้ใหญ่ มันไม่ง่ายเลย มันไม่คุ้นไม่เคย ยิ่งคิดยิ่งเหนื่อยใจ
    ไม่มีเวลาเหลือ ไว้ฝันไว้คิดถึงใคร โตแล้ว ต้องทำอย่างไร
    เมื่อนาฬิกาในชีวิตหมุนเร็วกว่าใจ จนตัวเราเองอาจหล่นหาย
    มีเด็กคนนึงที่อยู่ในใจเขาไปไหน ทำไมวันนี้เขาหายไปจากเรา
     
    ขอพื้นที่เล็กเล็กให้ยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม ไม่ว่านานเท่าไรก็ไม่เปลี่ยนไปได้หรือเปล่า
    ให้ความสดใส ยังอยู่กับเรา อย่าให้ใครเขามาแย่งไป
    แค่เพียงอยากขอพื้นที่เล็กเล็กนี้ยังเป็นเด็กไปนานๆ ให้เรายังได้ฝันให้เรายังยิ้มได้
    โลกแห่งความจริง มันจะดีหรือร้าย เก็บความเป็นเด็กในหัวใจ เอาไว้
     
    ตรงขอบฟ้านั่น มีรุ้งพาดผ่าน เมื่อความจริงความฝัน ได้มาบรรจบกัน
    ที่ดินแดนแห่งนั้น เด็กน้อยคนหนึ่งกับฉัน จูงมือ เดินไปด้วยกัน
    เมื่อนาฬิกาในชีวิตหมุนเร็วกว่าใจ จนลืมว่าเราเคยเป็นใคร
    อย่าลืมเด็กน้อยทิ้งปล่อยเขาคอยอยู่เดียวดาย ได้ยินใช่ไหมเสียงนั้นที่เรียกเรา
     
    ขอพื้นที่เล็กเล็กให้ยังเป็นเด็กอยู่ได้ไหม ไม่ว่านานเท่าไรก็ไม่เปลี่ยนไปได้หรือเปล่า
    ให้ความสดใส ยังอยู่กับเรา อย่าให้ใครเขามาแย่งไป
    แค่เพียงอยากขอพื้นที่เล็กเล็กนี้ยังเป็นเด็กไปนานๆ ให้เรายังได้ฝันให้เรายังยิ้มได้
    โลกแห่งความจริง มันจะดีหรือร้าย เก็บความเป็นเด็กในหัวใจ จะอยู่กับฉันตลอดไป
     
     
     
     
     
    July 31

    untitled

    ุช่วงนี้มีทั้งโชคดีและโชคร้ายภายในสี่วันเลยทีเดียว
    ก็นะ วันศุกร์มีสอบแล็บImmunoHema เค้าใ้ห้ตรวจหากรุ๊ปเลือด (ไม่ใช่แค่เอบีโอปกติทั่วไปนะคะพี่น้อง ต้องตรวจหมู่ย่อยด้วย)
    ไอ้เราได้สอบรอบที่สาม เข้าห้องสอบก็ประมาณสิบโมงได้
    สติแตกอย่างแรงอ่ะ เข้าไปก็มือไม้สั่น ทำผิดทำถูกไปหมด
    จนอาจารย์บอกหมดเวลา ยังทำไม่เสร็จเลย เขียนผลก็ไม่ทัน
    ทีแรกก็ส่งไปทั้งอย่างนั้น จนอาจารย์ที่คุมสอบเดินกลับมาถามว่าจะเขียนมั้ย
    ไม่เขียนก็โง่เดะ ถึงจะไม่ถูกก็เหอะ
    เขียนอยู่ก็ได้ยินอาจารย์บ่นว่า ถ้าส่งไปทั้งอย่างนั้นอาการหนักเลยนะ
    แหงเดะ ให้มาสามเทสต์ ทำทันแค่สองเทสต์ เทสต์สุดท้ายนี่อ่านผลยังไม่ทันเลยด้วยซ้ำ
    ก็เลยต้องมั่วไป
    ออกจากห้องสอบได้ก็แทบร้องไห้ ไ่ม่มีอารมณ์จะคุยกะใครเลย
    ทนฟังเสียงเพื่อนที่บ่นความงี่เง่าของตัวเองไม่ไหวด้วย ตัวเองผิดแค่ช่องเดียวบ่นซะเป็นวรรคเป็นเวร ไอ้เราผิดเป็นสิบนี่พูดไม่ออกแล้ว
    เลยไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่คนเดียวแป๊บนึง ก็กลับมาบ้าได้เหมือนเดิม
    กลางวันก็ไปกินพิซซ่ากันแบบครบทีม ดีใจ๊ดีใจ ไม่ได้เห็นเพื่อนรวมกันเป็น"กลุ่ม"อย่างนี้มานานแล้ว
    กินเสร็จก็เดินเตร็จเตร่ไปเรื่อย เย็นก็ไปยืมนิยายเพื่อนมาอ่าน
    มีอยู่เรื่องนึงโคตรถูกใจ เศร้าโคตรๆ อ่านไปน้ำตาร่วงไป (โดยที่พยายามเก็บอาการ เพราะเมทอยู่ครบทั้งสองคนเลย อายว่ะ)
     
    เช้าวันเสาร์ ตื่นมาอาบน้ำเสร็จ พี่ชายก็โทรมาทวงกล้อง
    ก็เอาไปให้มัน แล้วเราก็เตร็จเตร่ไปเรื่อย
    จนเกือบบ่ายโมง ก็ออกจากหอ จะกลับบ้าน
    ไปถึงสายใต้แล้วจะเป็นลม โหย คนอย่างกับมด
    อุตส่าห์กะว่าคนจะเดินทางไปหมดตั้งกะเช้าแล้วนะ คิดผิดอย่างแรงเลยอ่ะ
    ไปถึงสายใต้ตั้งกะบ่ายสอง ได้ตั๋วเที่ยวบ่ายสองสี่สิบ แต่ได้ขึ้นรถจริงบ่ายสามสี่สิบห้า เหอะๆ
    ่แมร่ง โคตรเหนื่อยอ่ะ แถมกลับถึงบ้านแล้วปรากฏว่าเน็ทเล่นไม่ได้อีกต่างหาก
    รู้งี้นอนเล่นที่หออีกคืนก่อนดีกว่า
     
    กลับกรุงเทพวันจันทร์ รถก็ติดสาดๆ
    เฮ่อ เซ็ง อะไรก็ไม่เป็นใจเล้ย
    แต่ก็ดีอยู่อย่าง แบบว่าตอนกลับก็แวะไปซื้อของในเมืองก่อน แล้วก็แวะไปทำบุญ
    แอบเสี่ยงเซียมซี คำทำนายโคตรเพอร์เฟคเลย
    ถ้าชีวิตเป็นตามคำทำนายทุกคำก็ดีดิ อิอิ
    อย่างน้อยเรื่องโชคลาภก็ตรงแล้วเรื่องนึง ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายที่อนุเคราะห์ค่ารถให้เรา หุหุ
     
     
    July 12

    รับปริญญา AHS#12

    วันนี้เป็นวันรับปริญญาของป้ารหัสเรา เหอะๆ ป้าเก่งจริงๆ เรียนจบแล้ว ได้เกียรตินิยมอันดับสองด้วย ทำได้ไง
    ก็รีบตื่นแต่เช้า เพราะโทรนัดพี่เค้าไว้แปดโมงที่คณะ
    ปรากฏว่าโทรไปแปดโมงครึ่ง พี่แกอยู่หอซะงั้น ก็เลยตามไปหา
    ทีแรกเกือบไม่ครบสายรหัส เพราะพี่รหัสเรามาสาย แต่ก็ทันได้ถ่ายรูปทั้งสายพอดี อิอิ
    กว่าจะแยกย้ายจากป้ารหัสก็เกือบเก้าโมงครึ่ง ได้ข่าวว่ามีเรียนเก้าโมง เหอะๆๆๆ สายอีกแล้วเรา
    แต่ก็นะ วันนี้อาจารย์ก็เข้าสายเหมือนกัน รอดตัวไปเรา
    เรียนๆ หลับๆ เป็นนิสัย แล้วจะเอาอะไรไปสอบวะเนี่ย
    ตอนบ่ายก็หลับอีกแล้ว พอเข้าแล็บก็จะรีบทำให้เสร็จ จะได้รีบไปหาพวกพี่ๆที่ฝั่งจุฬาฯใหญ่
    ปรากฏว่าตอนแรกไม่มี control ก็ทำแต่ละ test ไปก่อน จนอาจารย์มาบอกว่าให้ทำพร้อมกัน
    ดังนั้นอันที่ทำไปแล้วต้องทำใหม่ เหอะๆ
    ซวยเลยกรู จากที่จะทำเสร็จคนแรก ดันกลายเป็นเกือบสุดท้ายซะงั้น
    แล้วก็นั่งมึนๆ งงๆ อะไรนักหนาก็ไม่รู้ ไม่กล้ารายงานผล สับสนชะมัด (เพราะก่อนหน้านี้หลับอ่ะตอนที่จารย์เลคเชอร์ - -" )
    กว่าจะทำเสร็จ กว่าจะล้าง+เช็ดหลอดทดลองเสร็จ ก็เกือบห้าโมงแล้ว เหอะๆ
    ได้ข่าวว่าพี่ๆ ออกจากหอประชุมตั้งกะประมาณสี่โมงกว่ามั้ง
    พอไปถึงฝั่งจุฬาฯใหญ่ เลยเหลือพี่ๆ อยู่น้อยมาก
    ซวยเลยกรู ไม่ได้ถ่ายรูปกะพี่คนไหนเลยอ่า เซ็งจอร์จ
     
    วันนี้ก็ได้เจอพี่คนนั้นแหละ เค้ารับปริญญาวันนี้ด้วย
    เคยคิดไว้นะ ว่าวันนี้แหละ ที่จะบอกเค้าว่าชอบ
    แต่ก็นะ ความคิดนี้ก็ถูกพับเก็บไปตั้งแต่เค้ามีแฟนนั่นแหละ
    ก็ไม่ได้เจอเค้านานมาก ไอช่วงที่เค้าฝึกงานอ่ะ ก็นึกว่าทำใจได้แล้ว
    แต่พอได้เจอกันก่อนที่จะปิดเทอม ก็เหมือนว่าความรู้สึกเก่าๆ มันกลับมา
    แต่พอเค้าได้ไปทำงาน ไม่เจอกันอีก ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว
    ตอนนี้เจอเค้า ก็คิดว่าไม่ได้รู้สึกอะไรแล้วนะ มันเฉยๆไปแล้ว
    ดีแล้วแหละ ที่ตัดใจได้จริงๆซะที จะได้เลิกฟุ้งซ่านได้แล้ว
    แต่ก็ยังอยากจะถ่ายรูปกับเค้าซักใบนะ อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก
    (เอาไว้เตือนใจว่าหน้าอย่างงี้เหรอที่เราแอบชอบมาตั้งเกือบสองปี)
    ก็ได้เจอเค้านะ แต่เค้าก็อยู่กับผู้คนมากมาย เราเองก็อยู่กับสายรหัสของเราเหมือนกัน
    มันเลยไม่เหมาะที่จะออกจากกลุ่มเพื่อไปหาเค้า ไม่อยากให้ใครคิดว่าเรา(เคย)ชอบเค้า
    ตอนเย็น หลังจากที่เค้าออกจากหอประชุม ก็ไม่เจอเค้าเหมือนกัน เหอะๆ
    สรุปว่าก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปอย่างงี้แหละ ต่างคนต่างก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง
    แต่ก็น่าเสียดาย อุตส่าห์เคยคิดไว้ว่าจะพูดว่า "เราจะเป็นน้องที่ดีคนหนึ่งของเค้า"
    แต่คิดๆดูแล้ว ไม่ได้พูดออกไปก็ดีแล้วว่ะ เน่าชิหาย
    สรุปแล้วเรามาเขียนไว้เพื่อไรวะ เหอะๆ
    ก็เอาเป็นว่า เคลียร์ความรู้สึกของตัวเองได้หมดแล้วละกัน
    แต่บางทีมันก็ยังแอบอิจฉาว่ะ เวลาเห็นเค้าอยู่กะแฟน
    เฮ่อ อยากมีแฟนมั่งจัง