SuNNyD@y's profile...SMILE, even through y...PhotosBlogListsMore Tools Help
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Photo 1 of 99

...SMILE, even through your tears!!!!!...

จงยิ้มเข้าไว้ แม้ในวันที่มีน้ำตา
July 13

วุ่นวาย

ก็ห่างหายจากสเปซไปนานพอสมควร ไปเล่น hi5 แทนซะงั้น เหอๆ
ช่วงที่ผ่านมา นับจากที่เขียนครั้งล่าสุด ก็สามเดือนกว่าแล้ว
เป็นสามเดือนที่วุ่นวายมากๆ ทำเอาเหนื่อยมากๆเหมือนกัน
เหนื่อยกายก็ไม่เท่าไหร่ แต่เหนื่อยใจนี่ดิ หนักหนาสาหัส
บางที...ถ้ารู้ว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ ยังคิดจะมาเป็นเด็กกิจกรรมอยู่รึเปล่า ก็ยังสงสัย
แต่คิดดูดีๆ ไอ้เรามันก็อยู่นิ่งไม่ได้หรอก ทำไม่เป็น
สุดท้ายก็เป็นงี้ เฮ่อ เวลาว่างชั้นหายไปไหนหมด
 
วันก่อนเป็นวันรับปริญญาของพี่บัณฑิต พี่ๆก็สวยเด้งกันทั้งนั้นเลย
แต่เนื่องจากความโหดร้ายของวิชาเรียน ทำให้ต้องเข้าเรียน
สุดท้ายเลยได้ถ่ายรูปกะพี่รหัสของตัวเองแค่นั้น ไม่ได้ถ่ายกะพี่คนอื่นเลย
รู้สึกแย่เหมือนกันว่ะ แต่จนป่านนี้ก็ไม่รู้จะคร่ำครวญอะไร เรามันไม่ดื้นรนเองด้วย
 
พอได้เห็นพี่ๆเค้าใส่ชุดครุยกัน มันก็ทำให้คิดว่า "ปีหน้าก็ถึงตาเราแล้วนะ"
เร็วจริงๆเลย สี่ปีเนี่ย
ที่จริงก็แทบจะลืมความรู้สึกตอนอยู่ปีหนึ่งไปแล้วแหละ แต่มันก็คิดอ่ะ ว่าเราจะจบแล้วเหรอวะ
ถึงจะใจหายนิดหน่อย แต่ก็ดีใจแหละ
แต่ก็แอบกังวลกะอนาคตเหมือนกัน ประมาณว่าจะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร จะเอาตัวรอดมั้ย ฯลฯ
อย่างงี้คงเรียกวิตกจริตมากกว่ามั้ง
 
ยังไงก็ "สู้เว้ย"
April 08

อีกวัน

อาทิตย์ก่อน ได้ไปช่วยงานของสมาคมเทคนิคการแพทย์
งานก็สบายดี มีเบี้ยเลี้ยงให้ด้วย แต่หนักตรงแบกของไปส่งเนี่ยแหละ
ของก็หนักจริงจัง วันแรกแบบหนังสือประชุม วันที่สองแบกเสื้อ เหอๆๆๆ
ก็ไม่ได้มากมายอะไร แค่เอามาแจกผู้เข้าประชุมประมาณร้อยแปดสิบเอ๊ง
แขนล่ำขึ้นอีกมหาศาล อิอิ
 
พอวันเสาร์อาทิตย์จันทร์ ก็ไปสัมมนาสโมฯที่ประจวบ
แบบว่าคิดว่าเดินทางก็น่าจะซักไม่เกินสี่ชั่วโมง ที่ไหนด้ายยยยย
นั่งรถไปประมาณหกชั่วโมงได้มั้ง ไกลโคตรอ่ะ
แบบว่าเนื่องจากกำหนดการเลทไปมากโข พอถึงก็เลยได้โดดลงทะเลเลย อิอิ
ก็หนุกหนานเฮฮาดี เกมที่เอามาเล่นกัน (ไม่รู้ว่าชื่อเกมจริงๆชื่ออะไร แต่สรุปว่าเป็นการวิ่งไล่จับละกัน)
ก็ทำเอาเหนื่อยกันมากมาย ส่วนไอ้เราไม่ค่อยได้วิ่ง แต่ก็เหนื่อย (ลุ้นเหนื่อย+หัวเราะเหนื่อย)
เป็นเกมที่ไม่เกรงใจพวกป้าๆปีสี่เล้ย โหย วิ่งกันในทะเล ให้ตายเหอะ
แต่เนื่องจากว่ากำหนดการสัมมนาช่วงกลางวันถูกยกมาอยู่กลางคืนเพราะไปถึงเลท
กลางคืนก็เลทไปด้วยเพราะเรื่องที่จะต้องคุยกันมันเยอะ อืมมมม
สี่ทุ่มยังไม่เลิกอ่ะ ให้ตายเหอะ คนอื่นๆก็หลับกลิ้งกันไปหมดแล้ว คนฟังมีอยู่กะต๊อยเดียว
ไอ้เราก็ฟังๆด้วยความมึนๆเหมือนกัน
พอเสร็จสิ้นการประชุม ก็เผ่นกลับห้อง ต่อเน็ต(ผ่านมือถือ)ครับพี่น้อง หุหุ
แบบว่าถ้าไปใช้ความพยายามให้ได้อย่างงี้ในการเรียนบ้าง ชีวิตก็คงจะเจริญขึ้นเยอะแล้วน้า
ก็เล่นได้มั่งไม่ได้มั่ง เน็ตหลุดมั่งช้ามั่ง เสียอารมณ์นิดหน่อย แต่ก็นะ...ใจมันเรียกร้อง อิอิ
กว่าจะได้นอน ก็เกือบตีสาม เพราะนั่งทำ power point แนะนำคนในสโมฯ
เฮ่อ ไอ้ท่านนายกตัวดี ดันมาใช้กันซะคืนนั้น ทำมายไม่สั่งให้ทำตั้งกะก่อนมาว้า
เช้าเลยอดไปเดินเล่นเลย ตื่นไม่ไหว เหอๆ
ประชุมก็ยาวนานมาก ยิ่งคุยยิ่งมีเรื่องให้คุยเยอะ แล้วก็เลทไปเรื่อยๆ คนฟังก็ไม่ฟังกันแล้ว หลับกันมั่ง ใจลอยไปที่ทะเลกันมั่ง
สุดท้ายช่วงบ่ายแก่ๆ เลิกประชุม ก็ไปไหว้พระกัน
(วัดชื่ออะไรไม่รู้อ่ะ รู้แต่ว่าอยู่บนยอดเขา มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากหันพระพักตร์ออกทะเล)
แล้วคงเพราะก่อนไปวัดดันคิดไม่ดีแหละ (คิดว่าไม่ไปได้มั้ย อยากเล่นน้ำ เหอๆ)
แบบว่าฝนก็ตกอ่ะ พื้นก็ลื่น รองเท้าก็เก่า บวกไม่ระวังตัว
ก็เลยลื่นตกบันไดลงมาซะสามขั้น ลงไปนอนท่าสวยมาก เหอๆๆ
ยังดีที่ไม่ได้เป็นไรมาก แค่ช้ำๆตรงจุดที่ต่ำกว่าสะโพกนิดหน่อย แต่ก็ทำให้นอนตะแคงขวาไม่ได้แค่นั้นเอง
เฮ่อ ให้ตาย กรรมตามทันอย่างเร็วเลย
ยังดีนะที่เป็นขั้นบันไดเตี้ยๆแค่สี่ขั้นตอนเดินออกจาก...(จากอะไรไม่รู้อ่ะ โบสถ์ก็ไม่ใช่)
ถ้าเป็นขั้นบันไดยาวๆที่จะลงมาตรงทางเดินลงจากเขา ไอหมิวได้พิการแน่ๆเลย
แล้วก็ได้ไปเห็นแผนที่จังหวัดประจวบ ก็อึ้งไปเลย เหอๆๆ จะไม่ให้นั่งรถนานได้ไง ถัดไปอีกอำเภอเดียวก็เป็นภาคใต้แล้ว
หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นกัน อาหารเยอะมาก กินจนแอ๊บแขม่วพุงไม่อยู่เลย ต้องเอากระเป๋ามาบังไว้
กลับมาก็ประชุมต่ออีก คราวนี้ยาวไปถึงเกือบห้าทุ่ม เฮ่อ เหนื่อยเลย
กลับห้องได้ก็รีบเข้าเน็ตตามเคย แต่แย่ตรงที่ว่าจากการที่ฝนตก เมฆครึ้ม ก็บังคลื่นโทรศัพท์ไปหมดเลย
ขนาดเป็นระบบวันทูคอลนะเนี่ย ฮือๆ
เลยต่อเน็ตได้ แต่เล่นได้อย่างยากเย็นอ่ะ
เฮ่อ สงสัยจะดันทุรังมากไปมั้ง
แต่ก็ไม่เป็นไร ได้ทำในสิ่งที่อยากทำก็พอแล้ว
พอวันกลับ ด้วยความตั้งใจอย่างจริงจัง(ของเพื่อน เข้ามาปลุก เหอๆ)
ก็เลยได้ไปเล่นน้ำทะเลกันตั้งกะเช้าตรู่ ประมาณหกโมงกว่า เลิกเล่นซักเจ็ดโมงได้มั้ง
หนาวได้ที่เลย ยังดีที่ฝนไม่ตกมาซ้ำเติมอ่ะ เหอๆ
แล้วก็ด้วยความสบายๆ (ที่มากเกินไป..ในความคิดเรา)
ทุกอย่างก็เลทไปหมดเลย ออกจากที่นั่นก็เที่ยงได้ เฮ่อ
เฉลยบัดดี้กัน ปรากฏว่าเจ้แนนเป็นบัดดี้เราซะงั้น
ถึงว่าดิ ซื้อขนมมาแล้วยกให้ บอกว่าไม่ชอบกินมั่ง
ไปวัดเลือกของฝาก ก็ยืมมือเราไปทาบกำไลกะแหวนมั่ง เหอๆๆ
ทีแรกนึกว่าบัดดี้ไม่เทคซะอีก เพราะไม่เคยส่งอะไรมาให้ ส่งมาแต่เซียงไฮ้อันเดียว
ที่ไหนได้ มันเทคกันไม่ได้ต่างหาก ประมาณว่าตัวติดกันทั้งวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปเทค เหอๆๆ
กลับมาถึงก็ทุ่มกว่า ขนของเก็บ กว่าจะกลับหอ เหนื๊อยเหนื่อย
พอถึงห้อง ก็ต้องโต๊กกะใจ เจอปลากัดของพี่เมทลอยอืดอยู่ตัวนึง เหอๆๆ ตายซะแล้ว
ส่วนปลาทองสี่ตัวกับปลาม้าลายอีกห้าตัวของพี่เมทอีกคนก็หงอยมาก ไอ้เราก็ใจไม่ดีเลย นึกว่ามันจะตายเอา
ที่ไหนได้ พอลองให้อาหารปลาไป ซักพักนึงก็กลับมาระริกระรี้ได้อีก
สรุปว่ามันหิวข้าวจนไม่มีแรงว่ายน้ำกันนี่เอง
 
เฮ่อ ตอนนี้ยังไม่ได้วางแผนชีวิตตัวเองเลย ช่วงสงกรานต์จะเอาไงดี
แบบว่าก็อยากอยู่เที่ยวสงกรานต์ที่กรุงเทพ แต่ก็ไม่มีเพื่อนเที่ยว แถมจะไม่มีข้าวกินซะอีกเพราะปิดกันหมด
แต่ถ้าจะกลับบ้านก็ไม่มีอะไรทำ แล้วถ้าจะเล่นน้ำ กลับบ้านก็คงไม่ได้เล่น เพราะกาญจน์เล่นกันวันที่สิบเจ็ดวันเดียว
แล้ววันที่สิบเจ็ดเราก็ต้องเริ่มทำวิจัย อืมมมม วางแผนยากจัง เอาไงดี
ที่สำคัญ ปีนี้ต้องเปลี่ยนบัตรประชาชนแล้วด้วย เหอๆๆ จะไปวันไหนดีอ่า
 
 
 
ศิลปิน : บิ๊กแอส (Big Ass)
อัลบั้ม : เพลงประกอบภาพยนตร์ "ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น"
เพลง : อย่างน้อย


มีใครบางคนให้คำนิยาม ว่ารักคือความทุกข์
แตกต่างกับฉันที่มองว่ารัก คือความสุข

* อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยไป
อาจจะต้องผิดหวัง ก็ไม่เป็นไร

** อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการไม่หวังอะไร
ก็รู้ฉันเองมันยังไม่ใช่ ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น
อย่างน้อยฉันได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ ทุกนาทีที่ฉันมีเธอ
ว่ารักคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายมากมายจริงๆ

ความพยายามที่ทำเพื่อเธอ จะขอทำต่อไป
แค่มีรอยยิ้มของเธอส่งมา ก็ชื่นใจ

หากมีในวันพรุ่งนี้ เธอจะตอบตกลง คงจะคุ้มค่ามากมาย
แต่ถ้าต้องผิดหวัง คงจะไม่เสียใจ
 
 
อย่างน้อย...แค่ได้รัก...และทำเพื่อเค้า...ก็พอแล้ว

March 23

เข้าวัด

จากการที่ปากดี ดันไปท้ากับพี่ที่หน่วยกิจการนิสิตเอาไว้ ว่าถ้าได้เป็นสโมฯ จะไปวัดอัมพวัน
แล้วบังเอิ๊ญญญ ดันชนะการเลือกตั้งซะงั้น เหอๆๆๆๆ เลี่ยงม่ายด้ายเลยเรา
ก็ไม่ได้ทุกข์ทนทรมานอะไรกับการเข้าวัดนะ ตอนเด็กๆนี่ชอบด้วยซ้ำ
(เข้าไปทำบุญตักบาตรอย่างเดียวนะ ให้ไปปฏิบัติธรรมก็เซย์โนเหมือนกัน)
แต่พอโตมามันก็ห่างเหินไป สาเหตุเพราะอะไรน้า...รู้อยู่แก่ใจละกัน
แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ เพราะมันมีห่วงมีกังวลล่ะมั้ง
อยากเล่นเน็ต อยากอยู่ช่วยงานอาจารย์ แต่ก็นะ...
สุดท้าย วันที่ 19 ก็หิ้วกระเป๋ามาที่คณะ เตรียมจะออกเดินทาง
เจอเพื่อนก็แซวกันไปว่า "เหล่าผู้แสวงบุญทั้งหลาย" เหอๆๆๆๆ
ไปวัด ก็ต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปด ตื่นเช้าตรู่ ทำวัตรเช้าเย็น ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน ฯลฯ
ทีแรกก็คิดน้า ตั้งห้าวัน จะทนได้เหรอเรา
แต่อยู่ไปอยู่มา อืมมมมมม แป๊บเดียวเอง ได้กลับกรุงเทพแล้วแฮะ
ไปวัดคราวนี้ก็รู้สึกว่าได้ประโยชน์มากๆ ฟังเทศน์จากพระอาจารย์แล้วก็สนุกดี
สนุกตรงที่เวลาพระอาจารย์พูดถึงการกระทำที่ผิดๆของชาวพุทธปัจจุบันอ่ะ แบบว่าแทงใจดำเลย เพราะเราเองก็ไม่เคยรู้เหมือนกัน เหอๆๆๆ
กลับมาคราวนี้ก็เลยรู้สึกฉลาดขึ้นเลย อิอิ
แล้วก็ได้สำนึกถึงบางสิ่งบางอย่างด้วย จากนี้ไปก็คงจะตั้งใจทำให้ดีขึ้นแหละ
 
อืมมมมมม อะไรอีกดีล่ะ
จบดีกว่า คิดไม่ออกแล้ว มีภารกิจรออยู่ด้วย เหอๆๆๆ
March 13

...

ก็"ว่าจะ"อัพมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ทำได้แค่"ว่าจะ"อยู่นั่นแหละ เหอๆๆ
ช่วงที่หายไป ก็ไปเต็มที่กะชีวิตมา ทั้งสอบเต็มที่ แล้วก็เถลไถลเต็มที่ด้วย
สอบแมร่งเป็นเดือน ไม่รู้จะสอบอะไรกันนักกันหนา ชีทกะหนังสือจะหล่นลงมาทับหัวอยู่แล้ว
แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นคนอย่างไอหมิวนี่แหละ ถึงเวลาจะไถลมันก็แหกคอกไปเลย เหอๆ
ก็แบบว่าทั้งๆที่เป็นช่วงสอบ แต่ก็ยังไปแรดที่เวอร์จิ้นซอฟท์ได้ โฮะๆๆ
แต่ก็เหมือนสวรรค์จะเป็นใจยังไงไม่รู้ แบบว่าวันที่ตั้งใจว่าจะไปคือวันพุธที่ 27 กุมภา
แล้วอาจารย์ก็ดันเลื่อนวิชาที่จะสอบวันที่ 27-28 กุมภาไปอีกอาทิตย์นึง ทำให้ไอหมิวสามารถไปเริงร่าได้สมใจ เหอๆ
ก็เลยใช้โอกาสในวันหยุดมาฆบูชา โทรไปขอเข้างาน เออเนอะ โทรติดซะด้วย
ก็หนุกหนานเฮฮาไปตามระเบียบ หลังจากนั้นก็มุ่งมั่นกะการอ่านหนังสือ (หรือเปล่า???)
เหอะๆๆ ยอมรับก็ได้ว่าไม่ได้มุ่งมั่นหรอก ทำแค่เท่าที่สมองมันจะรับไหวแค่นั้นแหละ
สอบเสร็จ ก็เริงร่า แต่งวดนี้ไม่ได้มีการฉลองใดๆทั้งสิ้น
แบบว่าอารมณ์สอบเสร็จงวดนี้มันรู้สึกเบื่อหน่ายมากกว่าจะดีใจอ่ะ คงเพราะมันเลยจุดที่เครียดไปแล้วด้วยมั้ง
ประมาณว่าเครียดจนไม่รู้สึกว่าเครียดแล้ว (แหงสิ เพราะยังทำตัวชิวๆอยู่ได้ทุกวัน จนรูมเมทนึกว่าสอบเสร็จไปตั้งนานแล้ว เหอๆๆ)
แต่สิ่งที่มันฟ้องว่าเราเครียดคือระบบย่อยอาหารว่ะ แบบว่ากินข้าวไม่ค่อยลง กินเข้าไปก็คลื่นไส้
เซ็งเลย เพราะไปงานวันเกิดเปิดบ้านเวอร์จิ้นซอฟท์ มีเค้กช็อกโกแลตอยู่ตรงหน้า แต่มันกินไม่ลง ฮือๆๆ
พี่ค้า ไม่ใช่ว่ามันไม่อร่อยน้า แต่กระเพาะหนูมันรับไม่ได้จริงๆ เสียใจๆ
แล้วก็ยังพะอืดพะอมอยู่อีกสองอาทิตย์ จนถึงตอนนี้ก็ค่อยยังชั่ว แต่ก็ยังไม่หายดี
ซวยจังว้า
เมื่อวาน เป็นวันส่งเกรด ก็ได้ยินมาล่ะว่าเกรดออกเกือบหมดแล้ว แปะไว้ที่คณะนั่นแหละ
แต่ก็นะ...ขอทำใจก่อนไปดูวันนึง
ไม่ได้คิดว่าจะติดเอฟหรอก คิดว่ายังไงก็รอด แต่ก็ยังไม่กล้าไปดูอยู่ดี
ได้ข่าวว่าบางวิชา ติดเอฟกันมหาศาล อาจารย์ยังหมดปัญญาจะช่วย เหอๆๆ
วันนี้ก็เลยโผล่หน้าเข้าไปดู โอ้โห ดีกว่าที่คิด แต่ก็เลวร้ายกว่าที่คิดด้วย (เอ๊ะ ยังไงหว่า)
ก็ทำใจแหละ รู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่ได้ตั้งใจเรียนซักเท่าไหร่
ตอนนี้ก็ต้องรอลุ้นอาทิตย์หน้า ว่าอีกสองวิชาที่ไม่ใช่วิชาของคณะจะเป็นยังไง
แต่ก็นะ....ถึงได้เกรดอะไรก็คงไม่ช่วยซักเท่าไหร่ ดึงให้ถึงสามไม่ไหวแน่ๆ
สงสัยจะเป็นอย่างที่คุยกับเพื่อนเอาไว้แน่ๆ ว่าตอนเรียนจบ...ขอให้ GPAX ถึงสามนะ เหอๆๆๆ
อ๊ากส์ คิดไปก็ฟุ้งซ่าน เลิกๆๆๆเว้ย
 
ถึงจะปิดเทอม ก็ไม่เคยได้ว่างเลยซักปี
ปีหนึ่ง ทำบ้านรับน้อง
ปีสอง ทำห้องเชียร์ กะฝึกงาน
ปีสาม ต้องทำรีเสิร์ช แล้วยังมีออกวช.อีก แล้วยังงานสโมอีก
เอ่อมมมม ชีวิตกุนี่มันวุ่นวายมากไปมั้ยน้อ
 
 
 
 
ชอบประโยคนี้มากมายอ่ะ (เอามาจากเรื่องสั้นของญาณิน เรื่อง A Girl Next Door ในความรู้สึกดีฯเล่ม 18)
เค้าบอกว่า "ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะไล่ตามคนที่ไม่คิดจะมองเรา"
มันก็จริงนะ แต่ถ้าตัดใจได้ง่ายก็ดีสิ
 
 
พูดถึงหนังสือ....สิ้นเดือนนี้ต้องเตรียมตังค์ไปถล่มงานสัปดาห์หนังสืออีกแล้วนี่หว่า
คราวนี้จะมีบูทแจ่มใสเล่มละ 99 มั้ยน้า อิอิ
 
January 23

ดีและร้าย

สองวันก่อนมีเรื่องดีๆและเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นอย่างละวันเลยอ่ะ
เรื่องดีๆก็คือ ได้เจอคนๆนึงด้วยความบังเอิญสุดๆ
แบบว่ามีเรียนที่คณะบัญชี จารย์ก็ปล่อยช้า ถ้าจะกินข้าวตึกมหิตก็คงชาติหน้าอ่ะถึงจะมีที่นั่ง
เลยไปกินข้าวตึกจุลกัน เร็วดี
(ใครบ่นว่าข้าวตึกจุลแย่ ขอคอนเฟิร์มว่าคณะเราแย่กว่า)
ก็เดินสวนกะคนๆนึงอ่ะ ช็อกไปเลย
เป็นคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอเลย ไม่คาดฝันจริงๆ
(และแน่นอนว่าเค้าไม่รู้จักเราหรอก ถ้าหันมาเห็นเราจ้องหน้าเค้าอย่างนั้นอาจจะผวาไปเลยก็ได้)
แทบจะกรี๊ดอ่ะ ดีใจสุดๆเลย
แต่ก็เท่านั้นแหละ ท้ายที่สุดแล้วก็รู้แค่ว่าเรียนอยู่ที่ดีเดียวกัน (และจากการคาดเดาก็คิดว่าน่าจะเป็นรุ่นน้องซะด้วยซ้ำ)
สรุปว่าความประทับใจครั้งนี้ก็ลงท้ายด้วยไร่แห้วไปตามระเบียบ เหอะๆ
 
พอมาวันอังคาร มีสัมภาษณ์อยู่หอต่อ
ไปรับบัตรคิว แล้วก็รอนานมากๆๆๆๆๆ กว่าจะได้สัมภาษณ์
คำถามก็พิลึกๆยังไม่รู้ มาถึงก็ถามว่าเมทเป็นไง เมทขยันมั้ย
ตอบไม่ค่อยจะถูกเลยเรา
จนเค้าถามว่าวันหยุดทำอะไร ก็บอกเค้าไปว่ายอมรับว่าตื่นสาย
แล้วเค้าก็เลยหันมาเล่นงานเราเรื่องตื่นสายใหญ่เลย
เค้าถามว่าเข้าเรียนทันมั้ย เราก็บอกว่าทัน(บ้าง)
แต่ไอคำว่าบ้างนี่ไม่น่าหลุดปากไปเลย ทั้งที่เป็นแค่คำพูดติดปากแท้ๆ
เค้าเลยทำหน้าเหมือนเราอ่ะไม่เคยเข้าตรงเวลาเลย
เลยโดนบ่นว่าทั้งที่อยู่หอ มีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆแท้ๆ คณะก็อยู่ใกล้ๆแค่นี้
จนคำพูดสุดท้ายของเค้านี่ทำเราน้ำตาแทบร่วง
เค้าบอกว่า "งั้นอย่างนี้ก็ไม่ต้องอยู่หอก็ได้สิ"
โอ้โห เป็นคำพูดที่ใจร้ายที่สุดอ่ะ เดินลงมาจากห้องสัมภาษณ์นี่แทบตกบันได ไม่มีแรงก้าวขาเลย
ถ้าปีหน้าไม่ได้อยู่หอจะทำไงดีวะเนี่ย
แต่ก็นะ ถ้าทางหอจะไม่เคยเห็นความดีที่เราทำมาเลย ถ้าคิดจะไล่ออกเพราะตื่นสายนี่ก็เกินไปแล้ว
คนตื่นสายไม่ได้มีแค่เราคนเดียวซะหน่อย
โอ้ย คิดแล้วเครียดเว้ย
 
อาทิตย์หน้าจะมีสอบอีกแล้วว่ะ เซ็งชีวิตจริงๆเลย ยิ่งไม่ค่อยจะมีสติอยู่ด้วยนะช่วงนี้
ขออย่าให้ชีวิตมันเลวร้ายมากไปกว่านี้เลยเฮอะ
 
 
คืนอันเป็นนิรันดร์ : August

เหมือนว่าเราจะมอง ไม่เห็นหนทางใด
ตกอยู่ในความมืดบอด ตกอยู่ในห้วงใจที่อ่อนไหว
เหมือนจะเป็นวันคืนอันยาวนาน และฟ้าไม่มีแสงใด
มองไปรอบกาย หัวใจก็พลันหวาดกลัว
 
ว่าเหตุใดคืนที่ยาวนาน ไม่ผ่านไปเสียที
จากนี้จะมีหนทางอื่นอีกไหม
แต่อย่างไรก็ตามยังมีตะวันที่ฉายในวันต่อไป
แต่ไม่รู้ต้องรอเมื่อไหร่ หรือใจเราคงจะอยู่กับคืนอันเป็นนิรันดร์
 
ว่าเหตุใดคืนที่ยาวนาน ไม่ผ่านไปเสียที
จากนี้จะมีหนทางอื่นอีกไหม
แต่อย่างไรก็ตามยังมีตะวันที่ฉายในวันต่อไป
เมื่อเรามีเช้าวันใหม่ หวังใจว่าจะมีหนทาง
 
เมื่อทุกข์ในวันเมื่อวานคืนกลับมาหาใจอันอ่อนแอ
เหตุที่ใจแพ้ เพราะเราต่างหากที่แพ้ใจ
ความทุกข์จึงเป็นวันคืนอันยาวนาน แต่แล้วมันจะผ่านไป
ตราบใดเวลายังหมุนผ่าน ความทุกข์จะผ่าน เพราะไม่มีคืนใดเป็นนิรันดร์
 
วันคืนต้องผ่าน นั่นคือเวลาอันเป็นนิรันดร์
 
 
 

miu

Occupation
เพื่อนชอบหาว่าเป็นสาวถึกแห่งสหเวช ทั้งๆที่อันที่จริงแล้ว...เออ มันก็ถึกจริงๆนี่หว่า - -"

Horoscopes

Loading...